Koungwhal Thongnetra

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่คลังปัญญา (ปัญญาคือแสงสว่าง ส่องทางชีวิต )123EE.BLOGSPOT.COM

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564

วุฒิสภาในประเทศต้นแบบประชาธิปไตย

 



  •  ในประเทศที่เป็นแม่แบบหรือต้นแบบประชาธิปไตย วุฒิสภาของแต่ละประเทศเป็นอย่างไร ผมจะให้ข้อมูล พอสังขป เพื่อให้เปรียบเทียบ เริ่มจาก
1.อังกฤษ จะมีสภาสูงที่ไม่เรียกว่าวุฒิสภาแต่เรียกว่าสภาขุนนาง House of Lord มีสมาชิกจำนวน 1200 คน 
มาจากการสืบเชื้อสายและเป็นสมาชิกสภาติดต่อกันจนกว่าจะตาย และให้ทายาทสืบต่อได้อีก แต่หากประสงค์จะลงเล่นการเมืองก็ให้สละ ตำแหน่งนี้ทิ้งไป หมายถึงถ้าสละแล้วการสืบเชื้อสายจะหมดสิทธิทันที ดังนั้นพวกที่มาจากสืบเชื้อสายจึงไม่มายุ่งเกี่ยวการเมืองเพื่อรักษาสถานภาพฐานันดรขุนนางของตนเองไว้
สมาชิกอีกส่วนมาจากตัวแทนปรระเทศในเครือต่างๆทั้งเวลล์ สก๊อต (ไปหาอ่านที่มาได้ผมเขียนไว้หลายเว็บหลายที่ )
แต่โดยหลักการแล้วสภาขุนนางนี้จะไม่ทำงานหรือแทบจะไม่มีการเปิดประชุม ออกความเห็นทางการเมืองใดๆเลย จนได้รับฉายาว่าเป็นสภาที่มีสภาชิกมากที่สุดและขี้เกียจที่สุด
2. อเมริกา จะมีวุฒิสภา เรียกชื่อว่า สภาซีเนท Senate เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ที่ระบุให้วุฒิสภา เป็นตัวแทนแห่งรัฐ โดยมีตัวเลขสมาชิกสภาตายตัว คือรัฐละ 2 คน ไม่อิงกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง อเมริกามี 50 รัฐ วุฒิสภาเป็นตัวแทนแต่ละรัฐจึงมีรวม 100 คน มีอำนาจอนุมัติสนธิสัญญา และให้ความเห็นกรณีที่ประธานาธิบดีแต่งตั้งเจ้าหน้า บุคคลต่างๆและกลั่นกรองกฎหมาย

3.ฝรั่งเศส วุฒิสภาฝรั่งเศสมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม จากตัวแทนสภาท้องถิ่น ตัวแทนหน่วยงานทางปกครองท้องถิ่น คือถ้า อธิบายแบบไทยๆก็คือ ตัวแทนสภา อบต.อบจ.เทศบาล รวมถึงตัวแทนข้าราชการและบุคลากรท้องถิ่น ทั้งหมด 150,000คนเป็นคนเลือกวุฒิสภา
  • ผมมองว่านี่เป็นความฉลาดของคนออกกฎ รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส เพราะเขาให้ท้องถิ่นเป็นนายวุฒิสภา แน่นอนว่าเวลามีกฎหมายที่กระทบท้องถิ่น วุฒิสภาพวกนี้จะโดดเข้ามาปกป้อง หรือกรณีที่ท้องถิ่นได้ประโยชน์ วุฒิสภาเหล่านี้ก็จะรีบฉวยประโยชน์ให้ท้องถิ่นเช่นกัน
คือเป็นการบริหารการเมืองที่ลงตัวและน่าทึ่งที่สุดตามทัศนะผม คือ มีวุฒิสภาก็ได้ แต่มาจากท้องถิ่นเลือกนะ เพื่อจะให้วุฒิสภาทำงานสนองตอบต่อท้องถิ่นที่เลือกตัวเองมาเป็นวุฒิสภา

นี่คือต้นแบบประชาธิไตยทั้ง 3 รูปแบบว่ามีวุฒิสภากันอย่างไร

  • ส่วนที่ไทย เดิมที่เดียวตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1-2 ประเทศไทยใช้ระบบสภาเดี่ยว คือไม่มีวุฒิสภา จนมารัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 (2489 ) หรือว่ากันว่าเป็นฉบับปรีดี เกิดสภาที่สองขึ้นมา เรียกชื่อว่า พฤฒสภา (ผมมิได้พิมพ์ผิดนะ ) อ่านว่า พึด-สะ-พาพฤฒสภานี้มาจาก 2 ทางคือการเลือกตั้งทางอ้อม และแบบลับ หมายถึงให้ส.ส.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดนึง ชื่อว่าองค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา ให้คณะนี้เลือกผู้ที่จะเข้ามเป็นสมาชิก พฤฒสภา
ต่อมาเกิดรัฐประหาร โดยจอมพลผินและประกาศใช้รัฐธรรมนูฐฉบับ ที่ 4หรือฉบับ 2490 ฉายาใต้ตุ่ม มีการเปลี่ยนชื่อจาก พฤฒสภา มาเป็นวุฒิสภาจนวันนี้ และใช้ระบบ 2 สภาเรื่อยมา

กังวาล ทองเตร ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง





วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563

ราชวงศ์ใดครองราชนานที่สุดและน้อยที่สุด



สมัยสุโขทัย 



  • ราชวงศ์พระร่วงคือราชวงศ์แรกของไทย มีกษัตริย์ 9 พระองค์ ปกครอง เวลา 120 ปี


1. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ครองราชย์ 30 ปี 

2. พ่อขุนบาลเมือง ครองราชย์ 1 ปี 

3. พ่อขุนรามคำแหงมหาราช 19 ปี 

4. พระยาเลอไท 25 ปี 

5. พระยางั่วนำถม 24 ปี 

6. พระมหาธรรมราชาที่ 1 ( ลิไท ) 21 ปี 

7. พระมหาธรรมราชาที่ 2 ( ลือไท ) 31 ปี (เริ่มปกครองภายใต้สมัยอยุธยา )

8. พระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสลือไท ) 19 ปี 

9. พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล ) 19 ปี 

  • ครองราชย์ จาก พ.ศ. 1792- พ.ศ. 1981 รวม 120 ปี และเหลื่อมทับกับสมัยอยุธยา อยู่ 69  ปี


สมัยอยุธยา เริ่มจาก 


  • ราชวงศ์ อู่ทอง ปกครอง 2 สมัย สมัยที่ 1 ปกครอง 20 ปี จาก พ.ศ.1893-1913 มีกษัตริย์ 2 พระองค์ คือ

1 สมเด็จพระรามาธิบดีที่1 ( พระเจ้าอู่ทอง ) ครองราชย์ 20 ปี 

2. สมเด็จพระราเมศวร ครองราชย์ครั้งที่1 ไม่ถึง ปี ก็โดน ชิงอำนาจ เปลี่ยนราชวงศ์ใหม่ 


  • ราชวงศ์สุพรรณภูมิเข้าปกครอง 2 ครั้งครั้งแรก 18 ปี มีกษัตริย์ปกครองในครั้งแรก 2พระองค์คือ

1. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพระงั่ว ) ครองราชย์ 18 ปี 

2. สมเด็จพระเจ้าทองลั่น (เจ้าทองจันท์ ) ครองราชย์ 7 วัน 


  • สมัยที่ 1 ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ปกครอง 18 ปี จาก พ.ศ. 1913-1931 แล้วถูกราชวงศ์อู่ทองชิงอำนาจกลับมาอีกครั้ง

ราชวงศ์อู่ทอง สมัยที่ 2 ครองราชย์ 21 ปี จาก พ.ศ.1931-1938 มีกษัตริย์ 2 องค์ คือ


1. สมเด็จพระราเมศวร สมัยที่ 2 ครองราชย์ 7 ปี 

2. สมเด็จพระราม ราชาธิราช ครองราชย์ 14 ปี 


  • รวมราชวงศ์อู่ทองครองราชย์ 2 ครั้ง 41 ปี มีกษัตริย์ 3 องค์  โดยสมเด็จพระราเมศวรครองราช 2 สมัย สมัยแรกไม่ถึงปี และ 7 ปีในสมัยที่ 2 และสิ้นสุดราชวงศ์ ***


ราชวงศ์ สุพรรณภูมิ สมัยที่ 2 กลับมาใหม่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ครั้งที่2 ครองราชย์ 160 ปี 


1.สมเด็จพระอินราชาธิราช ( พระนครินทราธิราช ) ครองราชย์ 15 ปี 

2. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา ) - 24 ปี 

3.สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ - 40 ปี 

4. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 - 3 ปี 

5.สมเด็จพระรามาธิบดีที่2 (พระเชษฐาธิราช ) - 38 ปี 

6.สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (หน่อพุทธางกูร ) - 4 ปี 

7. สมเด็จพระรัษฎาธิราชกุมาร -- 4 เดือน 

8. สมเด็จพระไชยราชาธิราช - 13 ปี 

9. สมเด็จพระยอดฟ้า (พระแก้วฟ้า ) - 2 ปี 

10.สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ - 20 ปี 

11. สมเด็จพระมหินทราธิราช - 1 ปี ( เสียกรุงครั้งที่ 1) 


  • *** ราชวงศ์สุพรรณภูมิปกครอง 2 สมัย รวม 178 ปี เสียกรุงครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2112 ***


ราชวงศ์สุโขทัย ปกครอง 61 ปี มีกษัตริย์ 7 พระองค์ดังนี้ 


1.พระมหาธรรมราชาธิราช ครองราชย์ 21 ปี 

2. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ( กู้กรุงครั้งที่ 1 ) 15 ปี 

3. สมเด็จพระเอกาทศรถ 5 ปี 

4.สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ ไม่ถึงปี 

5. สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม 17 ปี 

6. สมเด็จพระเชษฐาธิราช 1 ปี 

7. สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ 36 (วัน ) 


  • *** ราชวงศ์สุโขทัยปกครองจาก พ.ศ. 2112-2172 รวม 61 ปี สิ้นสุดราชวงศ์ ***


ราชวงศ์ปราสาททอง ปกครอง 58 ปี มีกษัตริย์ 4 พระองค์ 

1. สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ครองราชย์ 27 ปี 

2. สมเด็จเจ้าฟ้าไชย 2 (วัน ) 

3. สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา 3 ( เดือน ) 

4. สมเด็จพระนารายณ์ มหาราช 32 ปี 

  • ** ราชวงศ์ปราสาททองครองราชย์ จาก พ.ศ.2172-2231 รวม 58 ปี สิ้นสุดราชวงศ์ **


ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ปกครอง 79 ปี มีกษัตริย์ 6 พระองค์ดังนี้ 

1. สมเด็จพระเพทราชา ครองราชย์ 15 ปี ( องค์นี้มีการจัดการปกครองในสมัยพระองค์ด้วย จะนำมาเล่าให้ทราบโอกาสต่อไป ) 

2. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 ( พระเจ้าเสือ ) ครองราชย์ 5 ปี 

3.สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 ( พระเจ้าท้ายสระ ) 24 ปี 

4 . สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ 26 ปี 

5. สมเด็จพระเจ้า อุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด ) 2 (เดือน ) 

6. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์ ) 9 ปี ( เสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อ 2310 ) 

  • ** ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ปกครองจาก พ.ศ. 2231- พ.ศ.2310 สิ้นสุดราชวงศ์ **


สมัยกรุงธนบุรี ไม่มีชื่อราชวงศ์ 


1. พระเจ้าตากสินมหาราช (กู้ชาติ ครั้งที่ 2 ) ปกครองจาก พ.ศ.2310- 2325 รวม 15 ปี 



สมัยรัตนโกสินทร์ จาก 2325- ปัจจุบัน 


1.พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ครองราชย์ 27 ปี 

2.พระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย - 15 ปี 

3. พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว - 26 ปี 

4.พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 18 ปี 

5. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว - 42 ปี 

6. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว - 15 ปี 

7. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว - 9 ปี 

8. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล - 12 ปี 

9. พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จาก พ.ศ. 2489 - ปัจจุบัน 

10.พระบาทสมเด็จพระมหาวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

  • นับถึงแค่ปี พ.ศ.2563 ครองราช 238 ปี

  • ** หมายเหตุุ ทั้งหมดนี้ยังไม่นับ ราชวงศ์ มังราย และราชวงศ์ ทิพย์จักราธิวงศ์ (เจ้าเจ็ดตน ) ของล้านนา **



กังวาล ทองเนตร รัฐศาสตร์ การปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง




ราชวงศ์ที่ครองราชนานที่สุด

 



ราชวงศ์ไทยราชวงศ์ใดที่ครองราชย์ได้ยาวนานที่สุด


  • นับแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นมา
ราชวงศ์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดและไล่ลงไปจากมากสุดหาน้อยสุดดังนี้

  1. ราชวงศ์จักรี เป็นราชวงส์ที่ครองราชยาวนานที่สุด จากปี พ.ศ.2325 นับถึงปัจจุบัน 2563 รวม238 ปี
  2. ราชวงศ์พระร่วงแห่งอาณาจักสุโขทัย เป็นอันดับ 2 จาก พ.ศ.1792-1981 รวม 189 ปี 
  3. ราชวงศ์สุพรรณภูมิ 178ปี ปกครอง 2ครั้ง ครั้งแรกปกครอง 18 ปี คือจาก พ.ศ.1913-1931 แล้วถูกโค่นล้มโดยราชวงศ์ อู่ทอง จากนั้นกลับมาชิงอำนาจคืน จากราชวงศ์อู่ทอง และปกครองยาวนานถึง 160 ปี จาก พ.ศ.1952-2112 รวมสองสมัยเป็น 178 ปี
  4. ราชวงศ์บ้านพลูหลวง 79 ปี จากปี พ.ศ.2231-2310 ปี
  5. ราชวงศ์สุโขทัย ปกครอง 61 ปี จากปี พ.ศ.2112-2172 มีกษัตริย์ 7 พระองค์
  6. ราชวศ์ปราสาททอง ปกครอง 58 ปี จาก พ.ศ.2172-2231 มีกษัตริย์ 4 พระองค์
  7. ราชวงศ์อู่ทอง ปกครอง สองครั้ง ครั้งแรก 20ปี จาก พ.ศ.1893-1913มีกษัตริย์ 2 พระองค์ และสมัยที่สอง ปกครอง 21 ปี จากปี พ.ศ.1931-1952 สิริรวม 41 ปี
  8. สมัยกรุงธนบุรี (ไม่มีชื่อราชวงศ์) ปกครอง 15ปี จาก พ.ศ.2310-2325 สิ้นสุดราชวงศ์
ราชวงศ์ที่มีกษัตริย์จำนวนมากที่สุดตามลำดับมากไปน้อยได้แก่

  1. ราชวงศ์สุพรรณภูมิ มีกษัตริย์ทั้งสิ้น 13พระองค์
  2. ราชวงศ์จักรี มีพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น นับถึงปัจจุบัน (2563 ) 10พระองค์
  3. ราชวงศ์พระร่วง มีทั้งสิ้น 9 พระองค์
  4. ราชวงศ์สุโขทัยมีทั้งสิ้น 7 พระองค์
  5. ราชวงศ์บ้านพลูหลวงมีทั้งสิ้น 6 พระองค์
  6. ราชวงศ์ปราสาททองมีทั้งสิ้น 4 พระองค์
  7. ราชวงศ์อู่ทอง มีทั้งสิ้น 3 พระองค์
  8. สมัยกรุงธนบุรี มี 1 พระองค์
ส่วนราชวงศ์ที่ปกครองสั้นที่สุด คือสมัยธนบุรี (ไม่มีชื่อราชวงศ์ )โดยพระเจ้าตากสินมหาราช ปกครองจาก 2310-2325 รวม 15 ปี

กังวาล ทองเนตร ภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง




วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ที่มารัฐธรรมนูญไทย20ฉบับ

 





นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยคณะราษฎร ตราบจนปัจจุบัน กันยายน พ.ศ.2563 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 20 ฉบับ โดยผมได้จำแนกแยกย่อยที่มาของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ออกให้เห็นทั้งหมด ดังนี้


มาจาก ส.ส.ร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 6ฉบับดังนี้



1. แม้จะยังไม่เรียกว่า ส.ส.ร คือใช้คำว่า กรรมการยกร่าง มี9คนก็คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่2ใช้แทนฉบับที่1ของคณะราษฎร

2. ส.ส.ร.ชุดที่2
ซึ่งครั้งนี้เรียกชื่อว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก จำนวน40คน มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่5เพื่อใช้แทนฉบับที่4 (2490,ใต้ตุ่ม)

3. ส.ส.ร.ชุดที่3
 จำนวน240คนมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่8เพื่อใช้แทนฉบับที่7(2502)ที่มาจากยึดอำนาจโดยสฤษดิ์

4.ส.ส.ร.ชุดที่4
จำนวน99คนมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่16(2540)

5. ส.ส.ร.ชุดที่5 
แต่งตั้งโดย คมช.จำนวน100คนมาร่างฉบับที่18

6. ส.ส.ร.ชุดที่6
แต่งตั้งโดย คสช.มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่20 (ฉบับปัจจุบัน)



รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มี 6 ฉบับ

  • ฉบับที่ 2ชื่อรัฐธรรมนูญคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
  • ฉบับที่ 5 รัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492
  • ฉบับที่ 8 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511
  • ฉบับที่ 16 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
  • ฉบับที่ 18 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
  • ฉบับที่ 20รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560


มาจากวิธีการอื่นๆ 4 ฉบับดังนี้

  • มาจาก ส.ส.หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 2 เสนอร่างแล้วให้สภา อนุมัติ 1 ฉบับคือ ฉบับ ที่ 3
ชื่อรัฐธรรมนูญคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 (สมัยนี้ ผู้แทนราษฎรมี 2 ประเภท )

  • มาจากสมัชชาแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการยกร่าง 24 คน ยกร่างแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีและสภาอนุมัติ 1 ฉบับคือ ฉบับคือฉบับที่ 10 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517

  • มาจาก สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ตั้งกรรมการยกร่างและอนุมัติ 2ฉบับคือ
ฉบับที่ 13 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 และ
ฉบับที่ 15 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534



มาจากคณะยึดอำนาจและคณะรัฐประหารโดยตรง และคณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง 10 ฉบับดังนี้
  • ฉบับที่ 1พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 มาจากคณะราษฎร
  • ฉบับที่ 4 (ใต้ตุ่ม )รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยชั่วคราว พุทธศักราช 2490มาจากคณะรัฐประหารนำโดย จอมพล ผิน ชุณหวัณ (บิดาพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ )
  • ฉบับที่ 6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 มาจากจอมพล ป.(นายกฯ ) เสนอให้สภาอนุมัติ
  • ฉบับที่ 7 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 มาจากคณะยึดอำนาจที่ใช้ชื่อว่า คณะปฏิวัติ นำโดย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
  • ฉบับที่ 9 ธรรมนูญปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 มาจาก คณะปฏิวัติโดยจอมพล ถนอม กิตติขจร
  • ฉบับที่ 11 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 มาจากคณะปฏิวัติ นำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ประกาศใช้
  • ฉบับที่ 12รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520 มาจากการยึดอำนาจซ้ำ นำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่
  • ฉบับที่ 14 ธรรมนูญปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์
  • ฉบับที่ 17 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยชั่วคราว พุทธศักราช 2549 มาจากคณะปฏิรูปการปกครอง (คมช.) นำโดย พล.อ สนธิ บุญยรัตกลิน
  • ฉบับที่ 19รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยชั่วคราว พุทธศักราช 2557 มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา
รวมทั้งสิ้น 20 ฉบับ

เรากำลังจะเดินไปสู่การตั้ง ส.ส.ร.ชุดที่7 เพื่อจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่21เพื่อจะได้ฉีกทิ้งเพื่อที่จะได้ตั้ง ส.ส.ร ชุดที่8+++++ไปอีกจนเมื่อไหร่
นี่คือ ลัทธิรัฐธรรมนูญConstitutionalism.แข่งกันร่างแข่งกันฉีกอยู่ร่ำไปอย่างนั้นหรือ ???


กังวาล ทองเนตร ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง






วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562

เลือกหุ้น Laggard อย่างไรให้มีกำไร



หุ้นแลกการ์ดคืออะไร

นักลงทุนหลายคนมักจะได้ยินว่า เวลาตลาดผันผวน (หมายถึงเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงอย่างรวดเร็วในวันเดียว ไม่มีทิศทางชัดเจน ) ให้หาหุ้นแลกการ็ดเล่น (Laggard) 
ปัญหาคือ หลายคนไม่เข้าใจคำว่า แลกการ์ด คือไปตีความตาม ความหมายในภาษาอังกฤษ ผลลัพธ์ก็มักผิด


เพราะถ้าตีความตามภาษาก็คือ ช้า ล้าหลัง เต่า ประมาณนั้น
ก็ลองคิดเอง ถ้าคุณเล่นหุ้นทุนก็น้อย อยากปั้นพอร์ทลงทุนให้โต คุณจะใส่ทุนเข้าไปในหุ้นเต่า ช้าล้าหลังทำไม


ดังนั้นภาษาหุ้นหลายๆคำไม่ได้แปลแบบตรงๆตามภาษา เช่น
upside ,sentiment อะไรเทือกนี้ มันไม่ได้หมายความว่า หุ้นกลับหัว หรือหุ้นมีความรู้สึก 


หุ้นบ้าอะไรกลับหัว กลับหัวก็เอาขาชี้ฟ้านะสิ นั่นเจ๊ง
หรือหุ้นมีความรู้สึก หมายถึงแค่สัมผัสเธอก็เคลิ้ม อย่างนั้นหรือ ไม่ใช่นะครับ ศัพท์บางคำใช้เฉพาะกลุ่มรู้เฉพาะกลุ่ม คล้ายศัพท์การเมือง อำมาตย์ ที่ความหมายมากกว่าอำมาตย์ ปลาวาฬ ที่ไม่ใช่ปลาวาฬ อาจเป็นปลาบึกก็ได้ คือรู้กันในกลุ่ม
พอขยายหลุดรอดออกมานอกวง คนเลยตีความผิดไปจากเดิม


  • กรณีจะยกคำว่า แลกการ์ดมาอธิบายพอให้เข้าใจ
  • คำว่า Laggard ในความหมายนักลงทุนคือ หุ้นที่ มีผลประกอบการออกมาดี แต่ราคาหุ้นยังไม่ตอบสนองกับตลาด 


เช่น หุ้น A ในคิว 3 มี มาจิ้น 30% มีกำไรสุทธิ หมื่นล้าน อัตราการเติบโต 15% (สมมุตินะ )


  • แต่ราคาหุ้นอยู่ที่ 1.50 บาท หรือกี่บาทชั่งแม่งมัน แต่มันไม่ไป ซึ่งมันน่าจะวิ่งไปตามกำไรหมื่นล้าน อาจจะ 3-5 บาท แต่มันไม่ไป คือไม่ตอบสนอง กำไร 


หุ้นแบบนี้มีนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า มันมีโอกาสที่จะไป เมื่อราคาไม่ไปก็เก็บไว้ คือเก็บ 1.50/หุ้น เพราะคาดว่ามันจะไป 3-5 บาท/หุ้นก็รวยไป นี่คือความหมายที่ใช้กันส่วนใหญ่ในตลาด


  • แต่คนที่ไม่เข้าใจไปตีความผิดคือ Laggard คือหุ้นที่ตลาดเขียวแม่งก็ไม่เขียว แดงมึงก็ไม่แดง จับเอาแค่นี้โดยไม่สนผลประกอบการ เลยตีความเองว่า ชัวร์กูเจอแล้วหุ้น Laggard ขายไร่ขายนาซื้อแม่งโลด สุดท้าย เจ๊งเพราะถือ 10 ปีแม่งก็ไม่ขยับราคา แถมปันผลก็ไม่ได้อีก ก็จอด


ดังนั้นคำว่า Laggard จึงหมายถึงหุ้นที่มีคุณสมบัติตามที่ผมยกมาแต่ข้างต้น แต่ผมจะเพิ่มเข้าไปอีก เพื่อกรองให้ละเอียด คือ ดูตัวเลข เหล่านี้ประกอบด้วยคือค่าของ


  • P/E
  • ROA
  • ROE
  • DEB
  • EPS
  • %YIELD

  • ค่าพวกนี้มันสำคัญเพราะมันจะบอกว่าหุ้นตัวนั้นถูกหรือแพง คำว่าถูกแพงคนไม่เคยเล่นหุ้นจะไม่เข้าใจ ถูกแพงไม่ได้ดูที่ราคาหุ้นเป็นหลัก แต่ดูตัวเลขเหล่านี้ประกอบกัน อาทิ หุ้น ราคา 0.50 บาท ถ้าเราคิดแบบตาเห็นคือถูกมาก แต่พอเราไปดูพีอี สูง ถึง500 เท่า ในขณะที่ ยิลด์กับ อีพีเอส ต่ำ อย่างนี้คือแพงมหาศาล ซื้อไปก็เจ๊ง




  • ตรงกันข้ามมีหุ้นอีกตัวราคา 400บาท แต่พีอี 7 เท่า พีบีวี2.5แต่ยีลด์ 11.80% อีพีเอส 20% หุ้นตัวนี้ ราคาถูก เพราะซื้อแล้วมีอนาคตมีผลตอบแทนดีสม่ำเสมอ (เป็นตัวเลขสมมุติให้เห็นภาพ )


  • ดังนั้น Laggard ถ้าเติมตัวเลขที่ผมเพิ่มเข้าด้วยหรืออย่างแย่ก็เพิ่ม ยีลดืเข้าไป ให้ยีลด์สัก 5% ก็พอแล้ว ถือได้ หวังว่าจะไม่งง นี่ล่ะหุ้นไม่ยากและก็ไม่ง่าย แต่ไม่ใช่ที่ที่ใคร เดินถือเงินพร้อมกับหัวโล่งๆ เข้าไปแล้วรวยอย่างแน่นอน


คำฝากจากคนลงทุน

หุ้นคือมายาภาพ ที่ถูกสร้าง
กระดานหุ้นคือมายาภาพที่ถูกสร้าง
หุ้นมีขึ้นลง
หุ้นก็ถูกสร้างให้ขึ้นลงได้เช่นกัน

การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนอะไรเลยมีความเสี่ยงกว่า
ควรลงทุนด้วยความระมัดระวัง บนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจและไม่ประมาท


วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สังคมเสียบยอด ( gulping down social, swallowing social)หรือการกลืนกินทางสังคม


สังคมเสียบยอด ( gulping down social, swallowing social)

  • ศัพท์คำนี้ผมเป็นคนบัญญัติมันขึ้นมาเอง ในฐานะคนรัฐศาสตร์ตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่ศึกษาการเมืองมา ผมไม่สงวนลิขสิทธิ์ใครจะนำไปใช้ แต่ บอกด้วยว่า กังวาล ทองเนตร คิดมันขึ้นมา
ผมนำแนวคิดมาจากการต่อยอดต้นไม้ หรือเสียบยอดต้นไม้
  • กล่าวคือ การต่อยอดต้นไม้ จะเป็นการนำยอดต้นไม้อีกสายพันธุ์หนึ่ง หรือใกล้เคียง มาเสียบลงไปในตอ หรือต้นพันธุ์ซึ่งเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่ง อาทิ มะม่วง
  • มะม่วงที่ใช้เป็นต้นตอ จะเป็นมะม่วงพื้นเมือง หรืออย่างอื่น แต่มีคุณสมบัติคือ ทนโรค ทนสภาพอากาศได้ดี แต่ ผลมีราคาต่ำ ตลาดไม่นิยม
  • ส่วนที่เป็นยอดที่นำมาเสียบ ตรงข้ามกับต้นที่ใช้เป็นตอ คือ อ่อนแอ ไม่ทนโรค แต่ผลมีราคา ตลาดนิยม 
นี่คือกรอบที่มาแนวคิดที่ผมใช้อธิบายสภาพสังคมการเมืองการปกครองของไทย 
ขั้นตอนก็คือนำมะม่วงที่ทนโรคแต่ให้ลูกที่ตลาดไม่ต้องการมาปลูก พอโตระดับหนึ่ง ก็ตัดยอดทิ้ง แต่เหลือรากโคนไว้ในดินต่อไป จากนั้น นำยอดหรือกิ่งมะม่วงของอีกสายพันธุ์มาทำการเสียบเข้าไปกับ ต้นตอเก่า จากนั้น เนื้อเยื่อของต้นเก่ากับ กิ่งยอดใหม่จะประสาน เชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียว และมีคุณสมบัติใหม่คือ ทนโรค ทนสภาพอากาศ และให้ลูกที่มีราคาดี ตลาดต้องการ
  • นั่นคือสภาพสังคมไทยที่เป็นมาช้านาน หมายถึงส่วนโคนต้นและราก เป็นมะม่วงพื้นเมืองดั้งเดิม อีกสายพันธุ์ หรือหมายถึง ประชาชน ที่เป็นคนส่วนมากของประเทศ และมีรายได้น้อย เป็นผู้ถูกปกครอง มีหน้าที่เป็นฝ่ายผลิตป้อนสังคม ซึ่งก็คือส่วนยอด ในที่นี้หมายถึงมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่ง ที่อ่อนแอ แต่มีผลที่มีราคาแพงตลาดนิยม ซึ่งในทางสังคมก็คือชั้นชั้นปกครองของไทยและ กลุ่มทุนผูกขาด ที่เป็นมะม่วงส่วนยอด
ดังนั้นเมื่อมองเผินๆด้วยตาเปล่า จะเห็นว่ามันเป็นต้นมะม่วง หมายถึงมีลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผล ล้วนเป็นมะม่วง แต่แท้จริง หรือเนื้อใน มันเป็น ของปลอม เพราะส่วนฐานล่างเป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์ ที่ทำหน้าที่ดูดซึมอาหาร แล้วนำไปเลี้ยง โครงสร้างส่วนยอด และผลิดอกออกผล จริงอยู่แม้ลูกมะม่วงจากต้นนี้ จะสามารถรับประทานได้ปกติ หรืออาจรสชาติดีขึ้น ก็ตาม แต่มองลงไปในโครงสร้างจริงๆ จะพบว่า มะม่วงลูกนี้หรือจากต้นนี้ ไม่ใช่ลูกมะม่วงของต้นนี้จริงๆ มันจอมปลอม มันเป็นการโกหกสังคมโลก และต้นตอมะม่วงต้นนี้ก็ถูกบังคับให้หาอาหารมาเลี้ยงส่วนบนทางสังคมตลอดไป อย่างน่าสงสาร
  • ดังนั้นผมจึงนำมาเปรียบเทียบใช้ในการอธิบายสังคมไทยว่า เหมือนมะม่วงเสียบยอด หรือเป็นต้นไม้ชนิดอื่นก็ได้ แต่เป็นการเสียบยอด มิใช่ทั้งโครงสร้างเป็นของสิ่งเดียวกัน
แม้บางคนจะมองในแง่ธุรกิจหรือทางเศรษฐศาสตร์ว่า นี่คือนวัตรกรรม เชิงบวก เพราะเป็นการเพิ่มคุณค่า เพิ่มราคา ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็น่าจะใช่ แต่ในความหมายทางสังคม ทางรัฐศาสตร์ ทางการปกครอง โครงสร้างแบบนี้หมายถึงการ กดขี่ การเอาเปรียบ หรือกลายเป็นการกลืน swallowing ,gulping down ชนิดที่ต้นตอและรากเดิมไม่มีโอกาสแม้แต่จะแพร่ขยายเมล็ดพันธุ์ หรือสายพันธุ์ตนเองได้เลยตลอดไป




กังวาล ทองเนตร

คณะรัฐศาสตร์ภาควิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เทรดฟอเร็กซ์ได้เงินจริงหรือหลอกลวง

โปรแกรมการซื้อขายฟอเร็กซ์

Forexได้เงินจริงหรือหลอก

ทุกวันนี้ตลาดฟอเร็กซ์ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในไทย เพราะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนสำหรับผู้ที่สนใจจะกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ทการลงทุนตนเอง 
  • ปัญหาคือมีคนเข้าใจฟอเร็กซ์ที่แท้จริงไม่มากนัก และโบรกเกอร์ต่างๆเป็นของต่างประเทศจึงยากตรวจสอบว่าอันไหนโบรกจริงอันไหนโบรกปลอมหลอกลวง 

หลักการดูโบรกคือ

  • หนึ่งต้องโปร่งใส มีสัญญาอนุญาตจดตั้งชัดเจน 
  • สองคือมีความน่าเชื่อถือ มีคนนิยม มีสำนักงานเป็นตัวตนมีที่อยู่ชัดเจน มีเจ้าหน้าที่ประเทศนั้นๆคอยซัพพอร์ท 
  • มีอายุการก่อตั้งมากพอสมควร มีประวัติดีไม่เสียหายฉ้อโกงลูกค้า มีช่องทางการฝากถอนเงินหลายช่องทาง ง่ายและสะดวกตลอดเวลา มีเงื่อนไขที่ชัดเจนไม่สีเทา 
ฟอเร็กซ์ ก็เหมือนบิทคอยน์ ตรงที่ได้รับความนิยมทั่วโลก 
  • แต่กฎหมายไทยยังไม่รองรับ หรือเราเดินช้ากว่าชาวโลก หมายถึงคนซื้อบิทคอยน์ และฟอเร็กซ์ ก็ไม่ผิดกฎหมายแต่ถ้าเกิดความเสียหายต้องแบกรับสภาพกันเอง 
  • ดังนั้นโบรกเกอร์ที่เราเลือกจึงสำคัญสุด คือ เป็นที่นิยมของนักเทรดทั่วโลก มีชื่อเสียงเชื่อถือได้ การเลือกโบรกฯ เราจึงเลือกจากประสบการณ์คนอื่น และคนส่วนใหญ่


    ข้อสังเกต

  • การเทรดฟอเร็กซ์ หรือการลงทุนในตลาดฟอร์เร็กซ์ ต้อง เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์เทรดเอง ได้เองเสียเองจะไม่มีการไปฝากเงินใส่มือให้คนอื่น ไปเทรดให้ โดยอ้างว่าจะจ่ายค่าตอบแทนสูง และต้องเติมเงินเข้าทุกเดือน หรือบีบบังคับให้หาลูกค้า หรือสมาชิก หรือดาวน์ไลน์ 
  • การเทรดฟอเร็กซ์ ต้องมีอิสระภาพ ทั้งการเปิดบัญชี การเติมเงิน การถอนเงิน ต้องไม่มีใครมาบีบบังคับว่าต้องเติมทุกเดือนเดือนละเท่านั้นเท่านี้ ต้องไม่มีใครมาบังคับให้เทรดหรือซื้อขาย เราสามารถเลือกเวลาซื้อขายเราเองได้ตามที่เราสะดวก คือว่างเมื่อไหร่ พร้อมเมื่อไหร่ก็เทรดได้ 
  • ถ้าบีบบังคับคือ นั่นคือไม่ใช่แล้ว คือหลอกลวง โบรกเกอร์ที่ดี มีหน้าที่แค่ อำนวยความสะดวก ให้เราทั้งการเปิดบัญชี การฝากการถอนเงิน รับผิดชอบเราในประเด็นเหล่านี้ และมีรายได้จากค่าธรรมเนียมค่าบริการอื่นๆจากเราโดยอ้อม 
  • จะต้องไม่มาก้าวก่ายเรา และข้อสังเกตอีกอย่าง ให้เราสมัครกับหลายเว็บหลายโบรกเกอร์และอย่าเพิ่งเติมเงิน ให้ เลือกตราสารหรือคู่เงิน คู่เดียวกัน เปิดขึ้นมาเทียบกันทุกโบรกที่เรามีบัญชี จากนั้นตั้งกราฟ ตั้งไทม์เฟรมเดียวกัน เช่น 1 นาที 5 นาที 10 นาที 30นาที เป็นต้น แล้วสังเกตุดูว่ากราฟวิ่งขึ้นลงตรงกันหรือไม่ 
  • ถ้าโบรกไหน วิ่งผิดปกติจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นขึ้นหรือลง ช้า เร็วกว่าคนอื่น ให้สันนิษฐานไว้เลยว่า ไอ้นี่ มีพิรุธ มีข้อผิดสังเกตต่างจากคนอื่น อาจปลอมมา โดยกราฟที่แสดงอาจไม่ใช่กราฟที่ลิงค์มาจากตลาดฟอเร็กซ์โดยตรง แต่เป็นโบรกเกอร์ปลอมเจ้านั้น สร้างหรือจำลองกราฟขึ้นมาเองแล้ว ให้นักลงทุนเทรดบนกราฟที่ตนเองสร้างขึ้นและเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่ลิงค์กับตลาด เพื่อกินทุนเรา ความหมายก็คือเราไม่ได้เทรดกับตลาด คำสั่งซื้อหรือขายเราไม่ไปตลาด แต่ไปที่เซิร์ฟเวอร์โบรกเกอร์โดยตรง และเทรดภายใต้กราฟโบรกเกอร์จำลองขึ้นมา อย่างนี้ หลอกชัวร์ ใส่เงินเท่าไหร่ก็หมดเพราะมันกระชากกราฟกินทุนเรา พอได้กำไร อยากถอนก็ปิดบัญชีปิดเว็บเผ่นหนีพร้อมทุนเรา นี่คือตัวอย่างโบรกหลอกลวง 


  • เทรดได้ก็กำไรของเรา เทรดเสีย ก็รับผิดชอบเอง นี่คือของจริง
  • ส่วนโบรกจริงต้องใช้กราฟจริงลิงค์แบบเรียลไทม์กับตลาดเวลานั้นๆเลย คำสั่งซื้อขายไปที่ตลาดโดยตรงและสามารถถอนกำไรได้ อาจช้าหรือเร็ว ตามเหตุผลเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างประเทศบ้างนิดหน่อย แต่ก็ถอนได้ ไม่ใช่ปิดเว็บเชิดเงินหนี

ซึ่งโบรกเกอร์ที่คนไทยและคนทั่วโลกหลักๆเวลานี้ก็จะมี

โบรกเกอร์ XM
โบรกเกอร์ FBS
โบรกเกอร์ EXNESS

ทั้ง3 นี้ผมไม่ได้จัดเรียงลำดับตามความน่าเชื่อถือแต่อย่างใด

 แต่คนไทยจำนวนมากไว้วางใจเปิดบัญชีเทรดกันเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องยาวนานหลายปีแล้ว
  • ท่านใดสนใจก็ลองศึกษาข้อมูลหาความรู้เพิ่มเติมดู หรือลองเปิดพอร์ทจริงๆ รับโบนัสจริงเทรดจริงได้เลย หรือเปิดบัญชีจริงแล้ว เปิดบัญชีเดโม หรือบัญชีทดลองเทรด เพื่อฝึกเทรด เสริมทักษะ หรือเริ่มเรียนรู้ไปกับตรงนี้ได้ จะได้มีความรู้จริงเห็นจริง เมื่อเห็นโอกาสหรือเชี่ยวชาญแล้ว เราก็กล้าที่จะลงทุน 
  • คงไม่มีใครกล้าโยนเงินของตัวเองใส่ไปในอะไรก็ตามที่ตนเองไม่มีความรู้แน่นอน นี่จึงเป็นโอกาสที่ทางโบรกเกอร์เปิดโอกาสให้เราได้ทดลองเทรด ทั้งบัญชีเดโม หรือเทรดจริงเงินจริง ที่โบรกเกอร์ออกทุนให้ จำนวนหนึ่งเพื่อศึกษาจากของจริง

สรุปคือ

  1. ฟอเร็กซ์ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับเท่านั้นเอง และมีแนวโน้มว่าจะมีกฎหมายรองรับในเร็วๆนี้เพราะเป็นการลงทุนการระดมทุนขนาดใหญ่ เป็นที่นิยม เช่นเดียวกับบิทคอยน์ ที่ไม่มีกฎหมายรองรับแต่ คนนิยมทั่วโลกแล้ว 
  2. ฟอเร็กซ์เป็นทางเลือกของนักลงทุนที่ต้องการกระจายทุนกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางการเงินในการขยายพอร์ทลงทุนของตนเอง 
  3. ฟอเร็กซ์ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ แต่มีมิจฉาชีพบางกลุ่มอาศัยความไม่รู้หรือความใหม่สำหรับคนไทย ทำให้มันเป็นแชร์ลูกโซ่ 
  4. ฟอเร็กซ์ไม่ใช่การลงทุนผ่านบุคคล กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการลงทุนที่ตลาดตราสารหนี้ของโลกโดยตรง โดยการเปิดพอร์ทการลงทุนหรือบัญชีจริงผ่านโบรกเกอร์ที่ได้รับการก่อตั้ง แบบถูกต้องจากต่างประเทศ 
  5. ฟอเร็กซ์ไม่มีเงินปันผล ไม่มีผลตอบแทนอย่างอื่นใดๆเลย นอกจาก ส่วนต่างของราคาตราสารที่เราทำการซื้อขายจริง ถ้าใครบอกว่ามีนั่นคือหลอกลวง 
  6. ฟอเร็กซ์ไม่มีการบีบบังคับให้เราเติมเงินหรือบีบบังคับให้เราทำการซื้อขาย แต่อาจมีวงเงินทุน มากน้อยในการฝากเข้าตามลักษณะแต่ละบัญชี ใหญ่ เล็กไม่เท่ากันตามแต่ละชื่อที่โบรกเกอร์จะเรียกชื่อ เช่น บัญชี เซน บัญชีไมโคร บัญชีมินิ บัญชีสแตนดาร์ด บัญชีซีโร่ และอื่นๆ ตามแต่ละโบรกเกอร์ 
  7. เมื่อเปิดบัญชีฟอเร็กซ์กับโบรกเกอร์ที่ถูกต้องไม่หลอกลวงแล้ว จะมีการปฏิสัมพันธ์กัน ระหว่างโบรกและนักลงทุน เช่น ติดต่อสอบถาม แก้ไขปัญหา อำนวยความสะดวก อบรม สัมมนาเพิ่มทักษะความรู้ และกิจกรรม อยู่เสมอ ไม่มีการบีบบังคับหาลูกค้าทุกวิธี 
  8. โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ มีการ เปิดโปรแกรม affiliate ให้ เว็บมาสเตอร์ ให้บล็อกเกอร์ ที่สนใจในการเพิ่มรายได้พิเศษ โดยการสมัครเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ จากนั้น ก็นำลิงค์ หรือแบนเนอร์ affiliate ของตนเอง ไปเชิญชวน บุคคลที่สนใจอยากเทรดฟอเร็กซ์ ให้สมัครตามลิงค์นั้นได้ โดยไม่มีการบีบบังคับเช่นกัน เป็นเพียงการแนะนำ ให้รู้ว่าเปิดบัญชีกับโบรกไหนได้บ้าง และผู้แนะนำอาจได้ค่าแนะนำจากโบรกตามเงื่อนไข โดยไม่มีการไล่เก็บจากผู้สมัครผ่านลิงก์ หรือหักทุนออกจากผู้สมัครผ่านลิงก์แต่อย่างใด และไม่มีการเรียกเงิน การระดมทุน ทุกกรณี 
  9. การได้เงินหรือเสียเงิน จะต้องขึ้นอยู่กับการเทรดหรือซื้อขายของนักลงทุนหรือตัวเราเองจะไม่ได้มาจากวิธีอื่นหรือบุคคลอื่นอย่างเด็ดขาด 
  10. โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ที่หลอกลวงมีอยู่จริง ดังนั้นเราจึงเลือกจากโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้ มีคนนิยม เป็นที่รู้จัก ไม่มีประวัติการฉ้อโกง และมีเจ้าหน้าที่ มีสำนักงานในไทยอย่างเปิดเผย ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีและมีลักษณะมั่นคงถาวร 
  • ซึ่งโอกาสหน้าผมจะนำวิธีการเปิดบัญชี วิธีการติดตั้งโปรแกรมการซื้อขาย และวิธีการซื้อขายมาอธิบายพอสังเขปพอให้เข้าใจ

  • ติดตามรายการหมูน้อยนักลงทุนไลฟ์สดได้ที่นี่ >>>> หมูน้อยนักลงทุน 
  • มีแจกเสื้อสวยๆแบบนี้ ฟรีจาก xm ง่ายๆส่งถึงบ้าน





ข้อคิดในการลงทุน

  • การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนอะไรเลยมีความเสี่ยงกว่า 
  • ถ้าได้กำไรอย่างเดียวโลกนี้คงไม่มีคนยากจน 
  • แต่ถ้าขาดทุนอย่างเดียว ทุกตลาดทุนคงปิดตัวไปแล้วเพราะไม่มีนักลงทุน 
ดังนั้นกำไรหรือขาดทุนจึงอยู่ที่ตัวเรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆได้มากแค่ไหน และบริหารจัดการความเสี่ยงได้มากแค่ไหน 

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561

เปิดบัญชีฟอเร็กซ์เพื่อสร้างกระแสเงินสดกันดีกว่า


Forex  คืออะไร


ฟอเร็กซ์ (Forex ซึ่งย่อมาจากคำว่า foreign exchange เป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศระหว่างโบรกเกอร์โดยไม่มีวันหยุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดฟอเร็กซ์แต่ละวันโดยประมาณอยู่ที่ $3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณการซื้อขายส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากบุคคลเพียงคนเดียวแต่เกิดจากโบรกเกอร์ของ interbank ในตลาดแลกเปลี่ยนอัตราระหว่างประเทศ interbank เป็นธนาคารที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง



สรุปคือ

คำว่าการเทรด ( Trade ) หมายถึงการซื้อ-ขาย เช่นหุ้น หรือฟอเร็กซ์

ดังนั้นการเทรดฟอเร็กซ์ จึงหมายถึงการซื้อขาย ที่ต้องอาศัยการจับคู่ เป็นหลัก โดยจะมีทั้ง อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน โดยจะมีเงินสกุลหลักอยู่ 7 สกุลคือ



  1. USD    (อเมริกา)
  2. EUR    (ยูโร )
  3. GBP    (อังกฤษ )
  4. JPY     (ญี่ปุ่น )
  5. CAD    (แคนาดา )
  6. CHF    (สวิตส์ )
  7. AUD    ( ออสเตรเลีย )


นอกจากนี้ ตลาดฟอเร็กซ์ ยังจับคู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ ทองคำ  ทองแดง กาแฟ น้ำมัน หุ้น และอื่นๆ  แต่โดยหลักการ ต้องมีการจับคู่อ้างอิงกับสินค้าอื่นเสมอ จะเทรดเดี่ยวๆไม่ได้


ตัวอย่าง จับคู่เงินสกุลหลัก

  • USD/EUR
  • USD/GBP
  • USD/JPY
  • USD/CAD
  • USD/CHF
  • USD/AUD
  • EUR/USD
  • EUR/GBP
  • EUR/CAD
  • GBP/USD
  • GBP/CHF  เป็นต้น
  • นอกจากนี้ยังมีเงินสกุลรอง หมายถึงสกุลเงินที่ไม่นิยมใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในตลาดโลกโดยทั่วไป  เช่น ไทย สเปน เขมร พม่า อินเดีย รัสเซีย ฯลฯ
การสลับตำแหน่งกันอยู่ข้างหน้า กับข้างหลัง ต่างกันอย่างไร

  • สกุลเงินหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่อยู่ด้านหน้า จะนับเป็นตัวหลัก หรือ เบส ให้เทียบกับ 1 เสมอ

  • เช่น USD/ EUR
 หมายถึง เราเลือกเทรดเงินคู่นี้  1 จึงหมายถึง USD = 1 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับค่าเงินตัวหลังว่าจะมีค่า เท่าใด ถ้าเราคิดว่า ตัวหน้าจะราคาแข็ง หรือ เงินแพงขึ้น เราก็เลือกเทรดฝั่ง ซื้อ หรือ BUY  หรือกลับกัน ถ้าเราคิดว่า ตัวหน้าจะอ่อนค่า หรือราคาถูกลง เราก็เลือกเทรด SELL
เมื่อเราเทรดแล้ว ค่าเงินในเวลานั้นไหลไปในทิศทางเดียวกันกับที่เราคาดหมายเราก็ได้กำไร

แต่ถ้าสวนทางไม่เป็นตามคาด เราก็จะเสีย นี่คือหลักการเทรดทั่วไป ดังนั้นเราจึงควรมีข้อมูลในมือที่เป็นปัจจุบันเสมอ เช่น การปรับดอกเบี้ย การปรับภาษี การกั้นกำแพงภาษี หรือนโยบายอื่นๆ ล้วนมีผลต่อค่าเงินทั้งสิ้น

  • สกุลเงิน รองจะมีความผันผวนมากกว่าสกุลเงินหลัก นักลงทุนมือใหม่จึงควรเริ่มเทรดที่สกุลเงินหลักก่อน และตั้ง ขนาดการลงทุนให้ต่ำๆไว้  เช่น
  •  0.01 pip
  • 0.02  pip
  • 0.03 pip
  • 0.04 pip
  • 0.05 pip
  • 0.06 pip
  • 0.07 pip
  • 0.08 pip
  • 0.09 pip
  • 0.10 pip
เพราะถ้าสูงกว่านี้ จะได้กำไรเยอะก็จริงแต่ถ้าผิดทางจะเสียหายมากตามไปด้วย




  • ตลาด Forex เปิดปิดเวลาไหน?

ตลาด Forex เปิดตลอด 24 ช.ม.ในวันจันทร์-ศุกร์ แล้วหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ยกเว้น สกุลเงินดิจิตอล Bitcoin (BTCUSD) ที่สามารถซื้อขายวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ได้

สำหรับช่วงเวลาเปิด-ปิด เมื่อเทียบกับเวลาบ้านเรา(เมืองไทย) จะได้ดังนี้

เวลาเปิด/ปิดทำการของตลาด forex
ตลาดออสเตรเลีย (AUD) เวลา 5:00 – 13:00 น.
ตลาดญี่ปุ่น (JPY) เวลา 7:00 – 14:00 น.
ตลาดยุโรป (EUR) เวลา 13:00 – 21:00 น.
ตลาดสวิส (CHF) เวลา 13:00 – 21:00 น.
ตลาดอังกฤษ (GBP) เวลา 14:00 – 22:00 น.
ตลาดอเมริกา (USD) เวลา 19.00 – 3:00 น.

(ในช่วงหน้าหนาวเวลาของเมืองไทยเวลาจะเร็วขึ้นอีกประมาณ 1 ชั่วโมง)



กระดานซื้อขายใช้โปรแกรม  MT4-MT5



เมื่อเราเรียนรู้หลักการพอประมาณแล้ว ประเด็นต่อมาก็คือ การเปิดบัญชีเทรด

เนื่องจาก forex  แม้จะมีการเทรดทั่วโลก แต่ที่ไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีโบรกเกอร์ของไทยโดยตรง แต่ที่ต่างประเทศจะถูกกฎหมาย  แต่ปัญหาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าโบรกไหนถูกกฎหมายที่ต้นทาง เพราะมีมากมาย  
  • เราต้องเลือกจากความน่าเชื่อถือ ความเก่าแก่ และความโปร่งใส เป็นหลัก เช่น มีการเป็นโบรกเกอร์มานานแล้ว  มีสาขาในไทย มีเจ้าหน้าที่เป็นคนไทย มีเว็บเป็นซับภาษาไทยคอยซัพพอร์ตเรา เป็นอย่างดี และมีสาขามากทั่วโลก มีนักลงทุนในไทยให้ความเชื่อถือ เปิดบัญชีเทรดมาแล้วหลายปี
  • โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่กล้ารับรองโบรกอื่น เนื่องจากเรามิได้มีประสบการณ์ การเปิดบัญชีกับเขา  แต่ผมมีประสบการณ์และใช้ บริการ 2 โบรกนี้มาแล้วระยะเวลาพอสมควร ก็ถือว่าดีพอสมควร ก็คือ
  •  โบรก XM
  • กับ โบรกเกอร์  FBS
การเปิดบัญชี เราจะทุนเท่าไหร่


  • การเปิดบัญชี มี 2 ลักษณะ คือ บัญชีทดลองหรือ เดโม DEMO
  • และการเปิดบัญชีจริง REAL

ในการเปิดบัญชีเราไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเลย สำหรับคนที่ยังไม่มีความรู้มาก่อน อยากทดลองศึกษาสร้างสมประสบการณ์ไปก่อน ก็สามารถเปิดบัญชี เดโมทดลองก่อนก็ได้  โดยบัญชีเดโมนี้ เราจะได้เทรดกับสถานะการณ์จริง ตลาดจริง เรียลไทม์เลย  แต่ เงิน ทางโบรกจะใส่เงินจำลองเข้ามาให้เรา 1000-1500 เหรียญ

บางคนบอกจริงเหรองั้นฉันเปิด พอใส่เงินเข้ามาแล้วถอนเอาเงินได้ไหม 
ขอบอกว่าอย่า โลภครับ  เราไม่มีความรู้ เขาเปิดบัญชีให้เราลองเทรดก็ ดีถมเถแล้ว เมื่อเทียบกับตลาดหุ้น เราจะไม่มีบัญชีลองเทรด เล่นจริงเสียจริงเลย

บัญชีเดโม กำไร ขาดทุนไม่มีผล เพียงแต่ให้เราทดลองใช้ ว่าถ้า ทรงกราฟแบบนี้ เทรดฝั่งนี้ใช่หรือไม่ หรือถ้าลองเทรด Lot ใหญ่ดูว่า จะแกว่งหรือติดลบมากแค่ไหน เพราะเราลองได้ต้องลองให้หมดจะได้รู้ด้วยตัวเอง เพราะเวลาเปิดบัญชีเทรดจริงเราลองไม่ได้ เราเทรดจริงเสียจริง
ให้ฝึกใช้เครื่องมือให้ครบหรือให้มากที่สุด


  • อย่าเน้นเอากำไรปลอมๆ เพราะเราไม่มีอะไรได้หรือเสียกับบัญชีเดโมอยู่แล้ว แต่ให้เราเรียนรู้ให้มากที่สุด เพราะแม้จะเป็นบัญชีเดโม แต่ก็มีวันหมดอายุ ทดลองใช้ หรือเงินในบัญชีจำลองหมดก็อดรู้อย่างอื่นๆ


  • ส่วนบัญชีเทรดจริง จะมีหลายบัญชี ตามละละโบรกเกอร์เรียกชื่อต่างกันออกไป 
ให้เราดูว่า ฝากขั้นต่ำ ที่จะใช้เทรดไม่สูงมาก ที่เรารับได้
ดูค่าสเปรด ให้ต่ำที่สุด เลือกค่าเลเวลเลจ ไม่สูงนัก เช่น 1:100,1:200,1:500 ก็พอ เพราะถ้าสูงมาก เราเทรดได้แต่ละครั้งปริมาณเยอะก็จริง แต่เราจะถูกความโลภ เข้าสิง เช่น เรามี 100 เหรียญในบัญชี ถ้าเราเลือ1:3000 หมายถึง เราเทรดได้ถีง 3000 เหรียญ ซึ่งเกินทุนเราออกไปเป็นจำนวนมาก มีความเสี่ยงจะถูกล้างพอร์ทได้ง่าย


  • สิ่งที่เราต้องเตรียม ในการสมัครคือ  ให้อัพโหลด สำเนาทะเบียนบ้าน  และสำเนาบัตรประชาชนไว้ หรือ สะแกนจากตัวจริงเข้าเครื่องเราไว้ก่อน

เพราะในขั้นตอนการสมัคร 


  • เรากรอก เมล์ ชื่อ นามสกุล  ที่อยู่ เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด จากนั้นกด ลงทะเบียนไปทางโบรกจะส่งเมล์มาหาเรา ให้เราเปิดเมล์และคลิกลิงก์เพื่อยืนยันเมล์
 ( ต้องแน่ใจว่าเมล์ที่เราใช้สมัครยังใข้งานได้อยู่และจำรหัสล็อกอินได้ ให้ทดลองเข้าเมล์ดูก่อน )

จากนั้นจะเป็นขั้นตอนยืนยันหมายเลขโทรศัพท์ โดยเรากรอกเบอร์เราแล้วส่ง ทางโบรกจะโทรกลับมาหาเรา เป็นภาษาไทย แล้วให้รหัสยืนยัน ให้เรานำรหัสนั้นไปกรอกลงช่องยืนยัน แล้วส่ง
ขั้นตอนสุดท้ายคือยืนยันตัวตน โดยการเลือกประเภทเอกสาร ก่อนแล้วคลิกอัพโหลดไฟล์รูปภาพเอกสารที่เราเตรียมไว้ แล้วรอ เมื่อเสร็จขั้นตอน ให้เราล็อกอินเข้าบัญชีเราแล้วคลิกรับโบนัสตามตกลงเข้าบัญชี


จากนั้นให้เราอัพโปรแกรมเทรด MT4 -หรือ MT5 ก็ได้ ต่างกันที่ mt5สามารถซื้อ หุ้นอ้างอิงได้ mt4 ซื้อไม่ได้เท่านั้นเอง และให้เลือกให้ตรงกับแพลทฟอร์มเรา ทั้งสมาร์ทโฟน และ พีซี

จากนั้นปรับแต่งบัญชีเรา และทำการเทรดได้เลย

มีปัญหาไม่เข้าใจตรงไหนสามารถสอบถามเป็นคำภามไว้ได้ใต้บล็อกนี้ หรือไปดูที่ วีดีโอแนะนำหรือลิงก์ต่างๆด้านล่างนี้

ส่วนการเติมเงินเข้าบัญชีหรือฝากเงิน ให้เราไปเปิดบัญชี ไอแบงค์กิ้งกับธนาคารที่เรามี จากนั้นค่อยฝากเงินเข้า หรือถอนเงินออกผ่านไอแบงค์กิ้งเรา ได้เลย 

ขอให้ทุกคน ลงทุนอย่างมีสติ เพราะฟอเร็กซ์ สามารถสร้างกำไรและกระแสเงินสดให้เราได้จริง
เหมาะกับการเสริมสภาพคล่องของเราให้ดียิ่งขึ้น เพราะลงทุนน้อย  เห็นผลเร็ว ได้แล้วให้ออก อย่าโลภ สะสมกำไรไปเรื่อยๆให้ได้ทุกไม้ก็พอ หรือเสียให้น้อยที่สุดขอให้ทุกคนโชคดี


หน้าหลัก
เปิดบัญชีซื้อขายฟอเร็กซ์จริง
MotoGP promo 2018
ประเภทบัญชีซื้อขาย
บัญชีฟอเร็กซ์ที่มีสเปรดเป็นศูนย์
แพลทฟอร์ม MT4
  เปิดบัญชีเดโม
โปรโมชั่นและโบนัส
งานสัมมนาฟอเร็กซ์
เกี่ยวกับ
วิธีการถอนเงิน
  วิธีการฝากเงินเข้าบัญชี
เครื่องคิดเลขฟอเร็กซ์
เครื่องคำนวณฟอเร็กซ์มาร์จิ้น
เครื่องคำนวณมูลค่า Pip ฟอเร็กซ์
แพลตฟอร์มซื้อขาย Android MT4
การช่วยเหลือของ XM
แพลตฟอร์มซื้อขาย MetaTrader 5 (MT5)
พื้นที่สำหรับสมาชิก XM
  งานสัมมนาฟอเร็กซ์

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ระบบpredegree กับระบบใหม่ที่รามโอกาสหรือกับดัก


pre degreeกับระบบใหม่ที่ราม กับดักหรือโอกาส

  • ามที่พี่ก้องได้เคยแนะนำให้น้องๆที่จบ ม.3 มาแล้ว ให้ไปสมัครเรียนระบบ pre-degree ที่ราม เพราะจะทำให้ ย่นระยะเวลาในการเรียน ป.ตรีได้


  • บัดนี้ ทาง รามได้แก้ไขหลักสูตรโครงสร้างใหม่ ส่งผลกระทบมากมายกับคนเรียนปรีดีกรี และทางรามไม่มีมาตรการเยียวยา นักศึกษาปรีดีกรีเลยแม้แต่น้อย 


กล่าวคือ ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ทำการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาใหม่ โดยไม่มีแนวทางแก้ไขเยียวยานักศึกษา นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบเลย  โดยเฉพาะนักศึกษาปรีดีกรี  เช่น  นักศึกษาปรีดีกรี ที่เข้าสมัครเรียนตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมาซึ่งตอนนั้นกำลังเรียน  ม.4 และจบ ม.6 ในต้นปี 61 ซึ่งจะต้องลาออกจากระบบ ปรีดีกรีก่อนแล้วนำวุฒิ ม.6 ไปสมัครเป็นนักศึกษาใหม่ระบบปกติ และ ทำการเทียบโอนหน่วยกิต ที่สอบได้ตั้งแต่สมัยเรียน ปรีดีกรี  ซึ่งปกติจะเทียบโอนได้ทั้งหมด เพราะ เรียนที่ราม

แต่ปัจจุบัน จะเทียบโอนได้เพียงบางส่วนที่ตรงกับหลักสูตรใหม่เท่านั้น

  • เช่น นาย เอ สอบไล่ได้ 80 หน่วยกิต ตอนเรียน ปรีดีกรี พอนายเอจบ ม.6 เมื่อผ่านขั้นตอนลาออกและสมัครใหม่แล้ว  นายเออาจจะเทียบโอนหน่วยกิตได้ เพียง 40 หน่วยกิต ต้อง เสียไปถึง 40 หน่วยกิต

ทั้งที่ นายเอ เลือกเรียนตามหลักสูตรโครงสร้างของมหาลัยทุกประการในขณะนั้น

  • นายเอเสียทั้งเวลาเรียน สอบ เงินค่าลงทะเบียนหน่วยกิตละ 50 บาท ทิ้งฟรีๆโดยที่มหาลัยไม่หามาตรการแก้ไขเยียวยาเลย  เป็นเหมือนการลอยแพนักศึกษาระบบปรีดีกรี โดยสิ้นเชิงโดยไม่รับผิดชอบ


  • แล้วอย่างนี้ จะมีระบบปรีดีกรีไปเพื่ออะไร  และจะเสียเงินเรียนปรีดีกรีแพงกว่าไปเพื่ออะไร  ในเมื่อเรียนแล้ว ต้องไปวัดดวงกับมหาวิทยาลัย ตอนไปเทียบโอน แล้วแต่บุญแต่กรรม


  • และทาง ม.ราม แจ้งอีกว่า จะ มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักสูตรทุก 5 ปี  หมายความว่า


เด็กที่เรียน ม.ปลาย จะเรียนทันหลักสูตร 1 คน และเสียประโยขน์ 1 คน 


ตัวอย่าง

ระบบใหม่ราม เริ่มต้น ปี 2560  ครบ 5 ปี จะมีการเปลี่ยนหลักสูตร เมื่อ 2565
ดังนั้น เด็กที่เรียน จบ ม.3 และกำลังเรียนชั้น ม.4 ในปี 2560 เมื่อไปสมัครปรีดีกรีราม เขาจะจบ ม.ปลายเมื่อต้นปี 2564  จะสามารถเทียบโอนได้หมด  นับเป็น 1 รุ่น


แต่รุ่นที่ 2 จบ ม.3 ต้นปี64และเริ่มเรียน ม.4  จะไปจบ ม.6 เมื่อต้นปี 2567  ซึ่ง เลยกำหนด 5 ปีของ ม.ราม ที่ต้องปรับหลักสูตรใหม่ ในปี 2566  

  • ดังนั้นเด็กรุ่นนี้ จะเรียนหลักสูตรเก่าราม 2 ปี  และเรียนหลักสูตรปรับใหม่ 1 ปี จึงจะจบ ม.6


  • นั่นหมายความว่า เด็กรุ่นนี้ต้องไปเสี่ยงโชคเอากับรามว่า หลักสูตรเก่าที่เรียนมาตั้งสองปี จะเทียบโอนได้กี่หน่วยกิต


และจะกลายเป็นทศนิยมไม่รู้จบไปอย่างนี้ ทุก 5 ปี เพราะจะมีเด็กจบ ตามหลักสูตรเก่า 1 รุ่น และ ลูกครึ่ง 1 รุ่น  โดยที่ทางมหาลัยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบนี้เลย


  • การที่รามอ้างว่า ต้องปรับเปลี่ยน ทุก 5 ปีตามนโยบายเบื้องบน จึงฟังไม่ขึ้น


เพราะการปรับเปลี่ยนหลักสูตร เป็นคนละกรณี กับความรับผิดชอบต่อนักศึกษาในระบบปรีดีกรี ของตนเอง


ทั้งที่ ม.ราม สามารถดำเนินมาตรการเยียวยานี้ได้ โดย

  1. แจ้งนักศึกษาในขณะลงทะเบียนว่า กระบวนวิชาใดบ้างที่ลงทะเบียนแล้วจะเทียบโอนได้หรือไม่ได้ซึ่งก็อาจ ยาก เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ว่าหลักสูตรใหม่ในอีก 5 ปีจะมีอะไรบ้างง
  2. ใช้มาตรการเยียวยา ให้นักศึกษาสามารถนำใบเสร็จลงทะเบียน หรือทรานสคริปต์ ที่ยังไม่จบ ที่มีผลสอบไล่ได้ A,B,C,D ไปขอรับเงินค่าลงทะเบียนพร้อมค่าธรรมเนียมคืนได้โดยไม่มีเงื่อนไข
  • แต่ทางรามก็มิได้ดำเนินการใดๆ หากแต่ปล่อยให้นักศึกษา เผชิญชะตากรรมที่รามสร้างให้ตามลำพัง
โดยไม่ดูดำดูแดงเด็กของตัวเอง เป็นเหมือนการลอยแพเด็ก ที่เข้าเรียนในระบบ ปรีดีกรี โดยไม่ต้องสงสัยเลย

  • อนึ่ง  การที่ทางราม ตัดการติดต่อระหว่างมหาลัยกับนักศึกษา โดยไม่ส่งข่าวรามให้ เป็นการเสียหายอย่างยิ่ง  ทั้งที่ นักศึกษารามทุกตนทุกระบบ ได้จ่าค่าสมาชิก ข่าวรามคนละ 100 บาททุกคน ทุกปี แต่ทางรามไม่ได้จัดส่งเอกสารข่าวรามให้เลย


ในข่าวราม มีการแจ้งความเคลื่อนไหวมหาลัย  ปฏิทินการศึกษา และ การแจ้ง ม.ร.30 ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเรียนราม  เพราะ ม.ร.30 บอก วิชาที่เปิดเรียน  สถานที่เรียน เวลาเรียน  วันเวลาสอบ ล่วงหน้า  ให้นักศึกษาได้วางแผนจัดการตัวเองให้ตรงตามความเหมาะสมกับตัวเอง

เพราะนักศึกษาราม เป็นส่วนใหญ่ ทำงานควบคู่กับการเรียนไปด้วย  ช่องทางที่สะดวกที่สุดจึงเป็นข่าวราม เพราะเป็นมาตรฐาน เดียวกันทั้งหมดในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศจากราม

  • เมื่อราม งดส่งเอกสารข่าวราม แล้วย้ายสารสนเทศไปทางสื่ออิเลกทรอนิกส์อย่างเดียว  จึงเป็นการตัดทางเลือกนักศึกษาให้เหลือน้อยลง  เพราะพื้นฐานนักศึกษาทุกคนไม่เท่ากัน การเข้าถึงข้อมูลไม่เท่ากัน จึงควรสร้างทางเลือกใหม่ๆ และรักษาทางเลือกที่ดีอยู่แล้วไว้ด้วย


  • พี่ก้องในฐานะลูกพ่อขุนคนนึง  และเป็นผู้ที่นำข่าวมาแนะนำน้องๆให้ไปเรียนระบบ ปรีดีกรี  จึงรับไม่ได้ กับการปล่อยลอยแพ น้องๆ แบบนี้

ทางรามต้องมีคำตอบที่พอใจ และหามาตรการแก้ไขให้โดยด่วน

และพี่ก้องแนะนำให้น้องๆ ที่เสียประโยชน์ รวมตัวกัน เรียกร้อง ขอรับการเยียวยานี้จากรามให้ได้  ตาม
มาตรา 42 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง พ.ศ.2542

  • เมื่อไม่ได้รับการเยียวยา หรือไม่ได้รับคำตอบ หรือไม่ดำเนินการ หรือดำเนินการล่าช้าเกินสมควร
  • พี่ก้องแนะนำให้ฟ้องร้อง  ม.ราม และสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ต่อศาลปกครอง เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของเรา

เราคือปัญญาชน  อย่าให้ใคร เอารัดเอาเปรียบโดยไม่เป็นธรรม
และโดยเฉพาะ รามคำแหง คือสถาบันการศึกษาที่ทรงเกียรติ ที่เราเคารพและยึดมั่น เราจึงมุ่งหน้าไปเรียนที่นั่น  อย่าให้บุคคลใด คณะใด มาทำลายชื่อเสียงสถาบัน พ่อขุนของเราอย่างเด็ดขาด


กังวาล ทองเนตร  คณะรัฐศาสตร์ เอกการปกครองมหาวิทยาลัยรามคำแหง

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561

เทรดหุ้นอย่างไรให้รวย



กระดานทิกเกอร์หรือกระดานแสดงความเคลื่อนไหวหุ้นแบบเรียลไทม์ในสตรีมมิ่ง

เทรดหุ้นอย่างไรให้รวย

  • ถ้าจะตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็ต้องตอบว่า อย่าให้เสีย แต่ถ้าจะถามว่าแล้วเทรดอย่างไรไม่ให้เสีย ก็ต้องตอบว่า นั่นแหละคือปัญหาที่เราจะคุยกัน

  • การเทรด หรือ ซื้อ - ขาย หุ้น ปัจจุบันนี้สามารถทำได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งการเปิดพอร์ทเล่นหุ้น และการเทรดหุ้น โดยเราสามารถเทรดหุ้นอยู่ที่ใดก็ได้ ถ้ามีคอมพิวเตอร์ หรือ สมาร์ทโฟน และมีเน็ต เราก็สามารถเทรดหุ้นทุกสถานที่

  • การที่เราจะเทรดหุ้น สิ่งแรกที่เราจะมีคือ พอร์ทเล่นหุ้น เราสามารถไปเปิดพอร์ทเล่นหุ้นได้ที่โบรกเกอร์ ที่ได้รับอนุญาต ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว  เปิดพอร์ทหุ้นออนไลน์>>>>>>>> คลิกที่นี่  <<<<<<<
  • หรือเราจะไปเปิดพอร์ทด้วยตัวเองตามโบรกเกอร์ต่างๆ  ท่านใดมีเวลาผมแนะนำให้ไปเปิดด้วยตนเองจะดีกว่า จะได้ พูดคุยซักถาม กับทางเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจ ใช้เวลาไม่นานในการกรอกเอกสาร 

และไม่ต้องใช้เงินสดแม้สลึงเดียวในการเปิดพอร์ทหุ้น  เมื่อพอร์ทเราได้รับอนุมัติ เราจึงเติมเงินเข้าไปในพอร์ท (ย้ำว่าเติมเงินเข้าพอร์ทนะครับ ไม่ใช่ธนาคาร )

ขั้นตอนการเปิดพอร์ทเตรียมเอกสารดังนี้
  1. สำเนาบัตรประชาชน 3 ใบ
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน 3ใบ
  3. สำเนาธนาคารที่เราจะโอนเงินเข้า -ออก จากพอร์ทหุ้น
นำเอกสารดังกล่าวที่เซ็นชื่อรับรองและสำเนาถูกต้อง ไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ที่สำนักงานของโบรกเกอร์ หรือที่ธนาคาร กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพานิชย์ เป็นต้น โดยแจ้งความจำนงกับเจ้าหน้าที่ว่าเราต้องการเปิดพอร์ทหุ้น 

เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกให้และให้เรากรอกเอกสาร จากนั้นก็รออนุมัติ ไม่เกิน 1-2สัปดาห์ หรือเร็วกว่า ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์

  • พอร์ทที่เราจะเปิดสำหรับรายย่อยทั่วไปเป็นบัญชีแบบ cash balance หรือบัญชีเงินสด

เมื่อเราได้รับการอนุมัติแล้ว ทางโบรกเกอร์จะแจ้งเลขบัญชีพอร์ทเรา และรหัสล็อกอินชั่วคราว เมื่อเราได้รับแล้วให้เข้าไปตั้ังค่า เปลี่ยนรหัสล็อกอินใหม่  และตั้งรหัส พิน (pin) เพื่อใช้ยืนยันคำสั่งซื้อ-ขายหุ้น
จากนั้นก็เติมเงินเข้าไปยังเลขบัญชีพอร์ทหุ้น  ขั้นต่ำ 5,000 บาท เพื่อทำการซื้อขายหุ้น





  • บัญชีแบบ cash balance นี้ อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คล้ายกับ เราใช้โทรศัพท์ แบบเติมเงิน หมายถึงเราเติมเงินเท่าใดก็สามารถโทรได้เท่านั้น เงินหมดก็เติมใหม่


เช่นเดียวกัน cash balance สามารถเทรดหุ้นได้ตามจำนวนเงินในพอร์ทที่เรามี ไม่สามารถเทรดเกินวงเงินที่มีได้

การเทรดหุ้น
สิ่งจำเป็นที่เราต้องเรียนรู้ก็คือ เครื่องมือ ในการเทรด ในการวิเคราะห์ ทิศทางแนวโน้ม ศัพท์เฉพาะ ศัพท์เทคนิคต่าง เราจำเป็นต้องเรียนรู้

เมื่อเรามีพอร์ทแล้ว ให้เราแอดหุ้นเข้ามาในพอร์ทเรา เลือกหุ้นที่เราชอบ เราคิดว่าจะสร้างกำไรให้เราได้ เข้ามาไว้ในพอร์ท

เมื่อเราเลือกเข้ามาแล้ว ให้คลิกที่คำว่า market บนสตรีมมิ่ง จากให้คลิกที่ ชื่อหุ้นตัวนั้นจะขึ้นเมนูคำสั่งซื้อ-ขายขึ้นมา ตามรูปด้านล่าง
ชุดเมนูคำสั่งซื้อขายบนโปรแกรมสตรีมมิ่ง

จากภาพ


  • แท็ป volume ทั้งฝั่งซ้ายและขวา คือ ปริมาณหุ้นที่ต้องการซื้อต้องการขาย
  • แท็ป Bids หมายถึงฝั่งต้องการซื้อ คือยังไม่มีหุ้นในมือโดยจะมีราคาไล่จากแพงสุดลงมาหาต่ำสุด เช่น 2.94 2.92 2.90 ดังนั้นเมื่อเราต้องการหุ้นตัวนี้ที่ราคาใด ก็ต้องตั้งราคา ซื้อตามที่เราคิดว่ามันจะลงมาถึง
  • แท็ป offers หมายถึงฝั่งต้องการจะขายหุ้น คือมีหุ้นในมือแล้ว ก็จะไล่ราคาจากช่องบนสุดคือ ต่ำสุด ไปหาแพงสุด  เมื่อเราต้องการขายแพงก็ตั้งราคาตามแต่ละช่อง และรอคิวจนกว่าจะถึงคิวเรา ก็จะแมทขึ้นโชว์ด้านล่างเมนูนี้
  • นอกจากนี้คนที่ไม่ต้องการรอคิว ก็สามารถ โดยนซ้ายหรือโยนขวาได้เลย อาทิ คนที่ยังไม่มีหุ้นในมือ แต่อยากได้หุ้นตัวนั้นทันที ก็สามารถตั้งคำสั่งซื้อ จำนวนหุ้นที่ต้องการซื้อ แล้ว โยนราคาฝั่งขวา ด้านบนหรือราคา ออฟเฟอร์ได้เลย เราก็จะได้หุ้นตัวนั้น
  • หรือเรามีหุ้นแล้ว ต้องการขายแต่ไม่อยากรอคิว ก็สามารถตั้งคำสั่งขาย และโยนซ้ายหรือใส่ราคา bids ได้เลย เช่นกัน
  • เมื่อฝั่งซ้ายมีการเคลื่อนไหวมากก็หมายถึงหุ้นตัวนั้น กำลังตก หรือราคาตก 
  • เมื่อฝั่งขวาเคลื่อนไหวมาก หมายความว่าหุ้นตัวนั้นกำลังราคาขึ้นหรือหุ้นขึ้นนั่นเอง
กราฟเทคนิคจับทิศทางหุ้นแต่ละตัว


ในกราฟจะประกอบด้วย แท่งราคา เรียกอีกอย่างว่าแท่งเทียน 

  • แท่งราคานี้ ถ้าเราตั้งสเกลไทม์เฟรมเป็น day แต่ละแท่งจะมีค่าเป็นหนึ่งวันตามไปด้วย
  • ถ้าเราตั้งไทม์เฟรม เป็น week month year แท่งเทียนนั้นจะเปลี่ยนค่าไปตามสเกลไทม์เฟรมที่เราตั้ง ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการให้กราฟวัดอะไร
  • นอกจากนี้ยังมีอินดิเคเตอร์ ชุดต่างๆเพื่อใช้จับสัญญาณเทคนิค ซึ่งแต่ละชุดก็จะมีการใช้ที่แตกต่างกัน และมีหลักการ มีค่า เป็นตัวเลขเฉพาะตามผู้ที่คิดค้น

นอกจากนี้ยังมีส่วนละเอียดยิบย่อยอีกมากมายที่เราจะต้องใช้เวลาเรียนรู้ทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อน

  • การเทรดหุ้นไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกคน นอกจากจะต้องมีทุน มีความรู้แล้วเรายังต้องผ่านด่านวัดใจให้ได้ ซึ่งนักลงทุนทุกคนที่เดินเข้าสู่ตลาดหุ้นจะต้องเจอ คือ ด่านวัดใจ ที่เวลาเสียมากๆแล้วรับความเสี่ยงได้หรือไม่ หรือเวลาได้และเหลิงหรือไม่

นอกจากนี้เราต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ที่เราเสียเพราะอะไร ที่เราได้เพราะอะไร

เราสามารถเทรดหุ้นมั่วๆก็ได้เงินได้ เช่น เราเห็นทิกเอกร์ เขียวแล้วเราวิ่งตาม ก็อาจได้เงิน ถ้าหุ้นตัวนั้น กำลังจะขึ้น แต่เราไม่ทราบสาเหตุว่าเราได้เพราะอะไร

หรือเราเห็นหุ้นเขียวเราวิ่งตามอีก แต่เราเสีย เราก็ให้คำตอบตัวเองไม่ได้ว่าเสียเพราะอะไร เพราะเราวิ่งตามหุ้นเขียวอย่างเดียว แต่ไม่รู้ว่า เขียวอยู่ตรงจุดไหน ระหว่างกำลังขาขึ้นหรือขึ้นจนหมดรอบแล้ว นี่คือวิธีมั่ว จะได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ไม่มีคำตอบให้ตนเองว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

  • ตรงกันข้ามกับคนที่มีความรู้เรื่องหุ้นตัวนั้นอย่างดี ศึกษาจนรอบด้าน ก็อาจมีได้ มีเสียเหมือนกัน
แต่คนกลุ่มนี้รู้ว่าเพราะอะไร และวางเป้าหมายอย่างไร สั้นหรือยาว

  • นตลาดหุ้นไม่มีผู้ใดเก่งที่สุด เพราะแม้แต่เจ้าของบริษัทหุ้น ก็ไม่สามารถรักษาหุ้นตัวเองไม่ให้เจ๊งได้  คนที่ประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้น คือผู้ที่ ไม่ประมาท รู้ว่าเวลาใดควรสู้ เวลาใดควรถอย อย่าดื้อแพ่ง  เพราะถ้าหุ้นมันผิดทางเราต้องตัดขายขาดทุนทันที แล้วไปหากินตัวใหม่ อย่าปล่อยให้ทุนหายเยอะ  แต่ก็ไม่ใช่ตัดมั่วซั่วโดยไม่มีหลักการ เช่น  ซื้อหุ้นราคา 2 บาท พอลงมา 1.99 ก็ตัดขายเสียแล้ว

  • หุ้นทุกตัว ต้องมีเหวี่ยง ทั้งเหวี่ยงขึ้น เหวี่ยงลง เสมอ จะไม่มีลงอย่างเดียว ขึ้นอย่างเดียว  เพราะราคาเหวี่ยง ก็คือ นักลงทุน เทซื้อ เทขายนั่นเอง สิ่งสำคัญของหุ้น มิใช่ราคาหน้ากระดานอย่างเดียว แต่คือตัวหุ้น เป็นสำคัญ หมายถึง ฐานธุรกิจ ผลประกอบการ อำนาจการแข่งขัน นั่นคือตัวชี้วัดหุ้นตัวนั้น

  • ถ้าฐานดี ผลประกอบการเติบดีสม่ำเสมอ ต่อให้ราคาลง ก็จะขึ้นมายังฐานเดิม
  • หรือ ถ้าฐานไม่ดี ผลประกอบการติดลบ ต่อให้ราคาวิ่งขึ้นสุดท้ายก็จะดิ่งลงมายังฐานความเป็นจริงเหมือนเดิม


ขึ้นอยู่กับเราว่าต้องการเทรดหุ้นที่ไม่มีพื้นบานแต่ราคาวิ่งดีระยะสั้นๆ
หรือต้องการเทรดหุ้นพื้นฐานดี แต่ราคาอาจไม่วิ่งมากนัก  อยู่ที่จริตแต่ละคน


  • เล่นหุ้น เราเล่นกับเงินก้อนใหญ่  แม้จะเรียกติดปากว่าเล่น  แต่เสียจริง ย่อยยับจริง
  • การเทรดหุ้นไม่ยากแค่ซื้อและขาย  แต่ที่ยากคือเทรดหุ้นตัวไหนจึงจะสร้างความมั่งคั่งให้กับเรา นั่นต่างหากที่ทุกคนที่จะเดินเข้าตลาดต้องเตรียมตัวและศึกษาหาความรู้



  • ในตลาดหุ้น มีความรู้ใหม่ๆให้เราทุกนาที
  • ในตลาดหุ้น เป็นทั้งขุมทรัพย์ และ สุสานในขณะเดียวกัน
  • ในตลาดหุ้นมีผู้แพ้และผู้ชนะในขณะเดียวกันเสมอ
  • ในตลาดหุ้นมีทุกโอกาสที่เราอยากแสวงหาให้ตัวเอง และทุกโอกาสนั้นมีความเสี่ยงควบคู่กันเสมอ
  • ในตลาดหุ้น มีทั้งเสียงร้องไห้ และเสียงหัวเราะดีใจเสมอระคนปนเปไป
  • ในตลาดหุ้นทำให้คนรวยยากจนได้ในเวลาไม่นาน และให้คนยากจนร่ำรวยได้ในเวลาไม่นานเช่นกัน
  • ในตลาดหุ้นคือสถานที่ที่มีความเท่าเทียมที่สุด โดยไม่แบ่งแยกฐานะ การศึกษา ชาติตระกูล
  • ในตลาดหุ้นไม่มีคนเก่งที่สุดและแย่ที่สุด
  • ในตลาดหุ้นเป็นทั้งที่ชุบตัว เป็นทั้งที่แสวงหาฝัน และดินแดนสิ้นหวังในที่เดียวกัน
  • ก่อนเข้าตลาดหุ้นเราต้องรู้ก่อนว่า ที่นั่นคืออะไร เขาทำอะไร เขาสู้กันด้วยอะไร และถ้าเราอยากเข้าไปก็ต้องศึกษาเรื่องเหล่านั้นให้ถ่องแท้ชัดเจน อย่าปิดตาเดินเข้าไป แล้วเราจะมีที่ยืนได้ แม้จะไม่ชนะที่หนึ่ง เราก็พอมีที่ยืนหายใจได้