Koungwhal Thongnetra

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่คลังปัญญา (ปัญญาคือแสงสว่าง ส่องทางชีวิต )123EE.BLOGSPOT.COM

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

กำเนิดศาสนาคริสต์



ความเป็นมาของศาสนาคริสต์
  • เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในดินแดน เมโสโปเตเมีย ซึ่งอยู่ระหว่าลุมน้ำไทกริส และยูเฟตีส มีหน้าหน้าเผ่าชื่อ อับราฮัม ซึ่งอ้างตนว่าได้รับโองการจากพระเจ้าให้พวกพรรคพวกย้ายจากถิ่นฐานเดิมไปอยู่ในดินแดน คานาอัน  ( อิสราเอล ) โดยพระเจ้าจะได้กำหนดให้ชนเผ่านี้ผู้เผ่าที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ( อับราฮัมได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของชาวยิว )
  • การที่พระเจ้าจะเลือกและสัญญาว่าจะช่วยอับราฮัมและตระกูลให้ยิ่งใหญ่ จึงเท่ากับเป็นการเกิด พันธสัญญาขึ้นระหว่างพระเจ้า กับชนชาติยิว ด้วยเหตุนี้ในเวลาต่อมาจึงได้เรียกคัมภีร์ของศาสนา ยูดาย และคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ว่า พันธสัญญา
  • ต่อมา เมืองคานาอัน เกิดความแห้งแล้งขึ้น ชาวยิวจึงได้อพยพ ที่อียิปต์ และถูกอียิปต์ใช้ให้เป็นทาส ได้รับทุกข์ทรมาน ลำบาก ยากแค้น จึงคิดที่จะอพยพกลับไปยัง คานาอัน ถิ่นฐานเดิม โดยพระเจ้าทรงมีโองการให้ชาวยิวคนหนึ่งชื่อ โมเสส เป็นหัวหน้า นำชาวยิวทั้งหมด กลับคืนสู่ คันนาอัน แต่ อียิปต์ไม่ยอม และได้ส่งกองทหารออกติดตามไล่ล่ากวาดล้าง เพราะคิดว่าชาวยิวจะก่อกบฎขึ้น จนไปถึงทะเลแดง ด้วยอำนาจของพระเจ้า โมเสส ได้แยกนำออกจากกัน ทำให้ชาวยิวเดินข้ามทะเลแดง หนีข้ามไปได้
  • หลังจากนั้นพระเจ้าได้มอบบัญญัติ 10 ประการให้แก่ โมเสส เพื่อนำมาประกาศให้ชาวยิวเป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต
  • โมเสส ได้รับการยกย่องให้เป็นศาสดา แห่งศาสนายูดาย และ หลักบัญญัติ 10 ประการ จึงถือเป็นหลักคำสอนของศาสนายูดาย (  ยิว ) นี้ด้วย และต่อมาถูกนำมาเป็นหลักของศาสนาคริสต์
  • เมื่อชนชาวยิว กลับมาถึงคานาอัน และได้ตั้งอาณาจักร คานาอัน ขึ้น มีความเจริญรุ่งเรืองในบางยุคสมัย และตกต่ำสุด จนกลายเป็นเมืองขึ้นของ อาณาจักรอื่น เช่น ตกอยู่ใต้อำนาจของอาณาจักร บาบิโลเนีย ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณ อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีป เอเซีย และหายสาบสูญไปแล้ว
  • ในยุคที่อาณาจักรโรมันเรืองอำนาจ คานาอันของชาวยิว ก็ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของ โรมันอีกอย่างยาวนาน และถูกกดขี่ข่มเหงอย่างหนักจาก โรมัน
  • ชาวยิวมีความเชื่อในคำทำนายของศาสดาว่า ความทุกข์ยากทั้งหลายของชาวยิว จะถูกปลดเปลื้องลง โดยบุคคลคนหนึ่งที่พระเจ้าจะส่งมาช่วย บุคคลนี้เรียกว่า เมสสิอาห์ ( Mesiah ) ซึ่งจะมาไถ่บาปให้กับชาวยิว ทำให้ชาวยิวผู้ถูกกดขี่ รอคอย เมสสิอาห์ ผู้จะมาปลดเปลื้องความทุกข์ให้กับพวกเขา
  • ต่อมาเมื่อ พระเยซูประสูติ ชาวยิวบางกลุ่มจึงเชื่อว่า พระเยซู ก็คือ เมสสิอาห์ นั่นเอง ( เมสสิอาห์ เป็นภาษายิว แปลว่า คริสต์ ในภาษากรีก
  • ชาวยิวที่มีความเชื่อ เรื่อง เมสสิอาห์ จึงถูกเรียกว่า ชาวคริสต์  แต่ก็ยังมีชาวยิวบางกลุ่มที่ไม่พอใจ เยซู จึงคิดหาทางกำจัดเสีย และเป็นเหตุให้ พระเยซู ถูกผู้ปกครองชาวโรมัน สั่งประหารชีวิตพระเยซู ด้วยการตรึงไม้กางเขนในเวลาต่อมา


ติดตามอ่าน อาณาจักรฮิบรูได้     >> คลิกที่นี่






ชีวประวัติพระเยซู โดยสังเขป

  • พระเยซู มีเชื้อชาติยิว ชาวคริสต์ถือกันว่าวันประสูตของพระเยซูคือ วันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ.1 ( นับคริสตศักราช ที่ 1 ตั้งแต่วันเกิดของพระเยซู ) ซึ่งในขณะที่เกิด ค.ศ. 1 ศาสนาพุทธ ก็ได้เจริญรุ่งเรืองมาแล้ว 543 ปี โดยศาสนาพุทธจะนับ พ.ศ. 1 เมื่อ พระพุทธเจ้า ปรินิพพาน คือ 80 ปี ดังนั้น ถ้าจะนับจากวันประสูตของพระพุทธเจ้าเป็น พ.ศ. 1 ก็ใช้ 543 + 80 = 623 ปี
  • แต่เมื่อชาวพุทธนับ พ.ศ. 1 เมื่อ พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ศาสนาพุทธจึงเกิดก่อนศาสนาคริสต์ 543 ปี ดังนั้น เมื่อเราต้องการ ทำ พ.ศ.ให้เป็น ค.ศ. จึงใช้เลข 543 มาลบ กับ ตัวเลข พ.ศ. ก็จะได้ ปี ค.ศ. ในทางตรงกันข้าม ถ้าต้องการทราบว่า ตัวเลข ค.ศ.นี้ ตรงกับ พ.ศ. อะไร ก็ใช้เลข 543 มาบวกเข้าก็จะได้ เลข พ.ศ. เช่นเดียวกัน
  • พระเยซู เป็นบุตรคนเดียวของโยเซฟ และมาเรีย ในตระกูลช่างไม้ และเติบโตขึ้นที่หมู่บ้าน นาซาเร็ธแขวง กาลิลี ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล
  • และเป็นยุคที่กษัตริย์ผู้โหดร้ายครองเมืองพระนาม เฮโรด ซึ่งได้รับการพยากรณ์ว่า จะมีผู้มีบุญมาเกิดที่เมืองเบธเลเฮ็ม จึงได้คิด ที่จะกำจัด 
  • โยเซฟและมาเรีย จึงได้พาบุตรชายหนีไปอยู่ที่อียิปต์ชั่วคราวจนปลอดภัยจึงอพยพกลับมายังหมู่บ้านเดิมอีกครั้งหนึ่ง พระเยซู ได้รับการเลี้ยงดูอย่างครอบครัวสามัญชนทั่วไป
  • เมื่ออายุได้ 12-18 ปี เยซูในออกท่องเที่ยวไปในดินแดนปาเลสไตน์( อิสราเอลในปัจจุบัน )
  • ช่วงเวลานี้ เยซูได้พบกับ จอห์น หรือ โยฮัน ( John the Baptism ) หมายถึง จอห์นผู้ให้ศีลจุ่ม
  • พระเยซูได้ผ่านพิธีศีลจุ่ม และได้เดินทางต่อไป และต่อมา จอห์น ถูกกษัตริย์ เฮโรด จับประหารชีวิต โทษฐานที่ให้ศีลจุ่มแก่พระเยซู 
  • พระเยซู จึงได้หลบหนีออกจากหมูบ้าน นาซาเร็ธ และออกเที่ยวสั่งสอนศาสนาตามหมู่บ้านต่างๆพระเยซู ได้สาวกมา รวม 12 คน
  • โดยสาวกคนแรกเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ศาสนา ชื่อ ซีมอน หรือ เปโตร โดยพระเยซูได้ตั้งชื่อ เปโตรให้ ซึ่งเป็นภาษากรีก แปลว่า ศิลา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เดฟาส ซึ่งตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า ปีเตอร์ ชาวคริสต์รู้จักในนาม นักบุญ เปโตร หรือ เซนต์ปีเตอร์
  • ส่วนสาเหตุที่พระเยซูมี สาวก 12 คน ก็สืบเนื่องมาจาก ชาวยิว นั้นมีอยู่ทั้งหมด 12 เผ่าพันธุ์
  • ซึ่งสาวกทั้ง 12 คนก็ได้ถูกส่งออกไปเผยแพร่ศาสนาคริสต์แก่ประชาชน คำสอนของพระเยซู ก็เป็น เรื่องของจริยธรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเน้นทาง จรรยา มากกว่าพิธีกรรม
  • ซึ่งจะต่างจากคำสอนของโมเสส ศาสดาแห่งยูดาย หรือศาสนายิวที่เน้นในพิธีกรรม และการบูชาพระเจ้าเป็นหลัก เช่นบูชา ด้วย เลือด เนื้อวัว แพะ แกะ นกเขา นกพิราบ เป็นต้น




  •  ในขณะที่การเผยแผ่ศาสนากำลังรุ่งเรือง การกระทำดังกล่าวก็ไปขัดกับผลประโยชน์ของ ปุโรหิต ที่ดูแลวิหารคนหนึ่งซึ่งเคยได้รับประโยชน์จากการที่ชาวคริสต์มาประกอบพิธีกรรมในวิหาร ( พระเยซู ไม่เน้นพิธีกรรมแต่เน้นทางศิลธรรมจรรยา ) และผู้ปกครองชาวยิวในขณะนั้นก็คืออาณาจักรโรมัน ก็ไม่พอใจ รวมถึงนักบวชของยิว เองก็กลัวว่าพระเยซูจะแย่งเอาสาวกของตนเองไป ท่ามกลางความไม่พอใจ
  • ในที่สุด 3 ปี ต่อมา พระเยซู ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็น กบฎ และถูกผู้ปกครองโรมันสั่งลงโทษประหารชีวิตพระเยซูโดยการตรึงไม้กางเขนจนเสียชีวิตที่เนินเขา กอลโกธา ( Golgotha ) นอกกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม รวมอายุได้ 33 ปี
  • ตามคติของชาวคริสต์ เชื่อว่าเพราะพระเจ้าทรงพระกรุณาต่อสัตว์โลกจึงประทาน พระบุตร ( พระเยซู )มาไถ่บาปให้แก่มนุษย์โลก





คัมภีร์ในศาสนาคริสต์

คัมภีร์ในศาสนาคริสต์ มีชื่อเรียกว่า พระคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

1.พันธสัญญาเดิม  ( Old Testament )


  • จารึกเป็นภาษาฮิบูร เป็นคัมภีร์ของศาสนาเดิมมาก่อน โดยพระเยซูได้ประกาศว่า พระองค์ไม่ประสงค์ที่จะล้มล้าง คำสอนของโมเสสแต่อย่างใด แต่ต้องการให้คำสอนเดิมสมบูรณ์ขึ้น 
ในเนื้อหาของพันธสัญญาเดิมจึงประกอบไปด้วย

  • ประวัติความเป็นมาของชาวยิว
  •  เรื่องพระเจ้าสร้างโลก
  •  ศาสดาพระยากรณ์
  •  คำสอนเรื่องพระยะโฮวา
  •  พระเมสสิอาห์ 
  • บัญญัติ 10 ประการ
  •  การอพยพข้ามทะเลแดง
  •  บทสวด 
  • บทสดุดี
  •  สุภาษิต
  •  และบทเพลง

2.พันธสัญญาใหม่ ( New Testament )
  • จารึกเป็นภาษากรีก ผู้แต่งคือ บรรดาอัครสาวก เนื้อหาประกอบไปด้วย
  • ประวัติและคำสอนของพระเยซู
  • การเผยแพร่ศาสนา
  • เรื่องราวของอัครสาวกและสาวก 
โดยบรรดาอัครสาวกได้อ้างว่าพระเยซูได้แต่งตั้งให้พวกตนทำหน้าที่ประกาศ พระวัจนของพระเจ้าแก่มวลมนุษย์


นิกายของศาสนาคริสต์

ศาสนาคริสต์ได้แตกออกเป็นหลายนิกาย แต่มี่สำคัญมีดังนี้

1.นิกายโรมันคาทอลิก ( Roman Catholic ) 
  • นิกายนี้ส่วนใหญ่นับถือกันมากใน ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมันนี ตอนใต้ สเปน โปรตุเกต ฟิลิปปินส์ และแถบ อเมริกาใต้
  • มีผู้นำสูงสุดของนิกายนี้เรียกว่า  พระสันตะปาปา ( Pope ) พำนักประจำอยู่ที่กรุง วาติกัน หรือนครรัฐวาติกัน กรุงโรม ประเทศ อิตาลี  ผู้ปกครอง รองลงมาจาก พระสันตะปาปา เรียกว่า คาร์ดินัล ( Cardinal )มีโบสถ์ที่สำคัญตั้งอยู่ที่ วาติกัน ชื่อโบสถ์ เซนต์ปีเตอร์ ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานแก่เซนต์ปีเตอร์ หรือ เปโตร

  • โดยชาวคาทอลิกเชื่อว่า หลักธรรมและศาสนาของตนนั้นสืบทอดมาจากพระเยซูโดยตรงตั้งแต่แรก โดยก่อนที่พระเยซูจะสิ้นได้มอบหมายให้นักบุญ เปโตร เป็นผู้สืบทอดและเผยแพร่ศาสนา และเมื่อสิ้น เปรโตร แล้วผู้ที่รับทอดสืบต่อมาก็คือ โป๊ป หรือ พระสันตะปาปานั่นเอง

2.นิกายออร์โธดอกซ์ ( Orthodox )
  •  นิกายนี้มีชื่อเรียกันต่อมาอีกหลายชื่อ เช่นกรีกออร์โธดอซ์ หรือ กรีกออร์โธดอกซ์ตะวันออก นับถือกันมากในประเทศ ไซปรัส โรมาเนีย บัลแกเรีย รัสเซีย และยุโรปฝั่งตะวันออก
  • และใน ค.ศ.324 จักรพรรดิ์แห่งอาณาจักร โรมัน พระนามว่า จักรพรรดิ์คอนสแตนติน ได้สร้างกรุงคอนสแตนติโนเปิล ขึ้น ( อิสตันบุล ประเทศตุรกี ปัจจุบัน ) ซึ่งถือว่าเป็นกรุงโรมแห่งใหม่
และในที่ประชุมรัฐสภาได้ประกาศให้ ผู้นำศาสนาที่ กรุงคอนสแนติโนเปิล มีอำนาจ เสมอเหมือนกับพระสันตะปาปาที่กรุงโรมเก่า ( นครรัฐวาติกัน อิตาลี )

ต่อมาเกิดแตกแยกในศาสนาคริสต์และมีการแตกออกเป็น 2 นิกายคือ
  • อาณาจักรโรมันตะวันตก เป็นนิกายโรมันคาทอลิก 
  • และอาณาจักรโรมันตะวันออกเป็นนิกาย ออร์โธดอกซ์ 
3.นิกายโปรเตสแตนต์ ( Protestant ) 
  • โปรเตสแตนต์มาจากคำว่า Protest แปลว่า คัดค้าน
  • ซึ่งเกิดจากบาทหลวงชาวเยอรมันคนหนึ่ง ชื่อ มาร์ติน ลูเธอร์ ( Martin Luther  8.L.1483-1546 )
  • มาร์ติน ลูเธอร์ ไม่เห็นด้วยกับทาง ศาสนจักร ที่มีการขายใบไถ่บาปให้กับคริสต์ศาสนิกชน จึงได้ออกมาคัดค้าน การขายใบไถ่บาปดังกล่าว และปฏิเสธไม่ยอมเชื่อฟังสันตะปาปา และต้องการเปลี่ยนแปลงพฺิธีกรรมบางอย่าง
  • มาร์ติน ลูเธอร์ มองว่า การฆ่าคนตาย แล้วมาจ่ายเงินเพื่อซื้อใบไถ่บาปเพื่อชดใช้โทษบาปมหันต์นั้น ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ การใช้โทษบาปด้วยเงินนี้ พระเยซูไม่ได้สอนเอาไว้ และมาร์ตินยืนยันว่าไม่มีระบุในพระคัมภีร์ใดๆอีกด้วย

  • มาร์ติน ลูเธอร์ ได้เขียนคำคัดค้าน มากถึง 95 ข้อและนำไปติดไว้ที่ประตูโบสถ์ในเมือง วิเตนเบิร์ก ซึ่งต่อมาได้รับความสนใจอย่างมาก และได้รับการตีพิมพ์กระจายต่อออกไปทั่วเยอรมัน
คำสอนของ ลูเธอร์ แยกได้เป็นนิกายย่อยอีกดังนี้

  • ลูเธอแรน ( Lutheran ) 
  • คาลวิน (Calvin )
  •  เพรสไบทีเรี่ยน ( Presbyterian ) 
  • แองกลิกัน Anglican หรือ Church of England 

Marin Luther


ความแตกต่างของแต่ละนิกายในศาสนาคริสต์

  • โรมันคาทอลิก เชื่อว่า พระเยซู มี 2 สภาวะ คือเป็นมนุษย์ กับเป็นพระเจ้า
  • ออร์โธดอกซ์ เชื่อว่า พระเยซู     มีทั้ง 2 สภาวะในร่างเดียวกัน คือทรงเป็นพระเจ้าในร่างของมนุษย์
  • โรมันคาทอลิกเชื่อว่าพระนางมาเรีย มารดาของพระเยซู เป็นแม่พระ
  • ออร์โธดอกซ์เชื่อว่า พระนางมาเรีย เป็นมนุษย์ธรรมดานี่เอง
  • โรมันคาทอลิก ยกย่องนักบุญ ( Saint ) ว่าเป็นผุ้ทำความดีพิเศษในศาสนา
  • ออร์โธดอกซ์ ไม่มีการพูดถึง และไม่มีการเคารพรูปปั้นของนักบุญ แต่เคารพบูชาภาพวาด 2 มิติเท่านั้น ซึ่งเป็นภาพแบบราบปิดทองประดับโมเสก 
  • โปเตสแตนต์เคารพเพียงไม้กางเขนเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีพระเยซูติดตรึงกางเขนอยู่
  • โรมันคาทอลิกยกย่องพระสันตะปาปาที่นครรัฐวาติกัน กรุงโรมว่าเป็นประมุขสูงสุด
  • ส่วนออร์โธดอกซ์  ยกย่อง แพทริอาร์ช ( Patriarch) ให้เป็นประมุขสูงสุด
  • โปรเตสแตนต์นับถือพระคัมภีร์เป็นสิ่งสูงสุด และให้ทุกคนมีสิทธิตีความคัมภีร์ตามศรัทธาของตนเองได้
  • โรมันคาทอลิก บาทหลวงต้องไม่แต่งงาน
  • ออร์โธดอกซ์ อนุญาตให้บาทหลวงชั้นผู้น้อยแต่งงานได้ ส่วนชั้น บิชอปขึ้นไปห้ามแต่งงาน
  • โปรเตสแตนต์ ไม่มีบาทหลวงแต่มีผู้เผยแพร่ศาสนา เรียกบคคลนี้ว่าศาสนาจารย์ สำหรับผู้มีอายุ ส่วนผู้ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม เรียกว่า ศิษยาภิบาล
  • โรมันคาทอลิก เชื่อว่าเมื่อมนุษย์ตายวิญญาณจะแยกออกจากกาย ร่างกายจะเน่าเปื่อยไปตามสภาพ ส่วนวิญญาณ จะถูกรอคำพิพากษาจากพระเจ้า ตามบาปที่ตนเองก่อขึ้น บาปหนักตกนรก บาปน้อยจะไปยังไฟชำระเพื่อล้างบาปนั้นเสียก่อน ( Purgatory ) แล้วจึงไปสวรรค์ ส่วนผู้บริสุทธิ์จะไปสวรรค์ ที่ผู้บริสุทธิ์จะได้รับชั่วนิรันดร
  • ออร์โธดอกซ์ เชื่อว่าเมื่อมนุษย์ตายลง วิญญาณของผู้ตายจะรอรับคำพิพากษาพร้อมกัน ซึ่งจะมาถึงภายหลังวันสิ้นโลก โดยวิญญาณไม่ต้องไปที่ไฟชำระก่อน


 



หลักธรรมสำคัญของศาสนาคริสต์

บาปกำเนิด


  • ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ระบุว่า เมื่อพระเจ้าสร้างโลก และได้สร้างชายหญิงคู่หนึ่ง ชื่อ อาดัม กับ อีฟ หรือ อีวา และได้เนรมิตรสวน เอเดนให้มนุษย์ทั้งคู่อยู่อย่างมีความสุข
  • ต่อมามนุษย์ได้แอบกินผลไม้ต้องห้าม ( แอปเปิล ) จึงถูกพระเจ้าลงโทษให้มาตกระกำลำบาก
  • ซึ่งบาปของมนุษย์คู่นี้ได้ตกทอดมาถึงมนุษย์ทุกคนต่อมาอีกด้วย บาปนี้ จึงถูกเรียกว่า บาปกำเนิด ( Original Sin ) แต่พระเจ้าก็ยังคงเมตตาได้ส่งพระบุตรคือพระเยซูให้อวตารลงมายังโลกมนุษย์เพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ได้หลุดพ้นจากความทุกข์นั้น และเพราะจิตใจของมนุษย์ยังไม่เข้มแข็งนั่นเองจึงต้องพึ่งพระเจ้าและพระบุตร เพื่อช่วยให้มีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น
หลักตรีเอกานุภาพ


  • ศาสนาคริสต์เชื่อว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียวคือ พระยะโฮวา และในพระเจ้าองค์เดียวนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น อีก 3 ภาค
  1. พระบิดา หมายถึงพระเจ้าผู้สร้างโลกและทุกสิ่ง และเป็นนิรันดร
  2. พระบุตร  หมายถึงพระเยซู ซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยให้มนุษย์ได้รับฟังคำสอนของพระเจ้า
  3. พระจิต หมายถึงพระเจ้าที่ปรากฎเป้นดวงวิญญาณของมนุษย์เพื่อเกื้อหนุนให้มนุษย์ประกอบกรรมดี
ความรัก

  • ศาสนาคริสต์ได้บัญญัติ เรื่องความรักเป็นที่สำคัญที่สุดของศาสนา หมายถึงการรักพระเจ้า ดังพระเยซูตรัสว่า จงรักพระเจ้าอย่างสุดใจ สุดความคิด สุดกำลัง และจงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง

บัญญัติ 10 ประการ

บัญญัติ 10ประการนี้ ดังที่กล่าวมาแล้ว เป็นหลักธรรมเก่าของศาสนายูดายหรือศาสนายิว ซึ่งโมเสสเป็นผู้ได้รับจากพระเจ้า ซึ่งต่อมาศาสนาคริสต์ก็ได้ยอมรับบัญญัติ 10ประการนี้เป็นหนึ่งในหลักธรรมของศาสนาด้วยมีดังนี้
  1. จงนมัสการพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
  2. อย่าออกนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุผล
  3. จงนับถือวันพระเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์
  4. จงนับถือบิดามารดา
  5. อย่าฆ่าคน
  6. อย่าผิดประเวณี
  7. อย่าลักทรัพย์
  8. อย่านินทาว่าร้ายผู้อื่น อย่าเป็นพยานเท็จ
  9. อย่าคิดมิชอบ
  10. อย่ามีความโลภ
พิธีกรรมทางศาสนาคริสต์

พิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ซึ่งเรียกว่าศีลศักดิ์สิทธิ์ มี 7 ข้อดังนี้

  1. ศีลล้างบาป โดยผู้ที่จะเข้ารีตเป็นคริสต์สานิกชนต้องเข้าพิธีแรกเพื่อรับเข้าเป็นสมาชิกของศาสนจักร โดยบาทหลวงจะทำพิธีเทน้ำลงบนศรีษะ 3 ครั้งเพื่อชำระล้างมลทินบาป ศีลนี้ใช้ในนิกายโปรเตสแตนต์ เรียกว่า ศีลจุ่มหรือศีลบัพติสม์ ( Baptism )
  2. ศีลกำลัง มุขนายกมิชซังจะทำพิธีโดยวางมือทั้งสองบนศรีษะเด็กโตแล้วเจิมด้วยน้ำมันที่หน้าผาก เป็นรูปไม้กางเขน แล้วประกาศตามพระคัมภีร์ ทำให้ผู้นั้นเป็นชาวคริสต์อย่างสมบูรณ์
  3. ศีลมหาสนิท จะทำในพิธีมิสซา  ชาวคริสต์ทุกคนต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เพื่อระลึกถึงชีวิตและคำสอนของพระเยซู โดยพิธี จะเริ่มอดอาหาร 1 ชั่วโมงและสวดบทสวดต่างๆแล้วเดินไปคุกเข่าหรือยืนเพื่อรับศีล แล้วบาทหลวงจะส่งขนมปังชิ้นเล็กๆและเหร้าองุ่นให้ ซึ่งเปรียบเสมือนพระกายและพระโลหิตของพระเยซู และเข้าไปรับการเสกในตอนท้าย เรียกว่าศีลมหาสนิท คือผู้รับสนิทกับบาทหลวง
  4. ศีลแก้บาป พิธีกรรมนี้ชาวคริสต์จะกระทำขึ้นเมื่อสำนึกตนว่าได้กระทำบาป จึงมาสารภาพบาปและขออภัยต่อพระเจ้า ซึ่งบาทหลวงจะทำพิธี และบาปนั้นจะหมดไปเมื่อประกอบความดีชดเชย
  5. ศีลเจิมคนไข้  เป็นพิธีที่บาทหลวงประกอบขึ้นเพื่อ เจิมผู้ป่วยหนัก ป่วยเรื้อรัง ด้วยน้ำมัน เพื่อให้คนไข้รู้สึกว่าพระเจ้าอยู่กับเขา เป็นผู้ให้พลังและบรรเทาความป่วยไข้นั้น แต่หากเขาสิ้นชีวิตเขาจะไปอยู่กับพระเจ้า
  6. ศีลบวช เป็นพิธีกรรมที่มุขนายกมิซซังโปรดให้ชายผู้หนึ่งทำหน้าที่ผู้อภิบาลสัตบุรุษ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาทำให้ผู้รับบวชเป็นบาทหลวง
  7. ศีลสมรส เป็นพิธีกรรมที่บาทหลวงเป็นประธานและเป็นพยานทาศาสนา ว่าชายหญิงคู่หนึ่งได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเป็นสามีภรรยากัน จะรักและซื่อสัตย์ต่อกันทั้งในยามทุกข์และยามสุขให้เกียรติช่วยเหลือกันจนกว่าชีวิตจะหาไม่

                                                           กังวาล ทองเนตร เรียบเรียง























1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ22 กรกฎาคม 2556 เวลา 22:39

    เข้ามาอ่านด้วยความเพลิดเพลินค่ะ ยิ่งอ่านยิ่งสนุกได้ความรู้ ขอบคุณท่านเจ้าของข้อมูลนะคะ

    ตอบลบ